SET Insight http://blog.setinsight.net เรามาตามผู้ถือหุ้นรายใหญ่กันเถอะ Sat, 05 Dec 2015 01:06:39 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.12 74701077 รู้จักผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เและผู้ก่อตั้งบริษัทเกียรติธานีขนส่ง จำกัด (มหาชน) KIAT http://blog.setinsight.net/2015/12/kiat-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab/ Fri, 04 Dec 2015 14:50:05 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=784 คุณเกียรติชัย มนต์เสรีนุสรณ์ (ภาพจาก Businessline&Life) คุณพ่อผมมาจากเมืองจีนชีวิตไต่เต้ามาจากเสมียนโรงรับจำนำ เก็บหอมรอมริบจนมีร้านรับซื้อของเก่าของตัวเอง คุณพ่อมีลูกชายทั้งหมด 9 คน คุณเกียรติชัยเป็นคนที่ 7 ช่วยงานที่บ้านตั้งแต่ยังเล็ก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 คุณพ่อรับซื้อเครื่องเพชรเครื่องทองจากผู้ดีเก่าและคหบดีซึ่งได้กำไรค่อนข้างงาม จนสามารถขยับขยายไปเป็นร้านเพชรที่บ้านหม้อ...

The post รู้จักผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เและผู้ก่อตั้งบริษัทเกียรติธานีขนส่ง จำกัด (มหาชน) KIAT appeared first on SET Insight.

]]>
คุณเกียรติชัย มนต์เสรีนุสรณ์ (ภาพจาก Businessline&Life)

คุณพ่อผมมาจากเมืองจีนชีวิตไต่เต้ามาจากเสมียนโรงรับจำนำ เก็บหอมรอมริบจนมีร้านรับซื้อของเก่าของตัวเอง คุณพ่อมีลูกชายทั้งหมด 9 คน คุณเกียรติชัยเป็นคนที่ 7 ช่วยงานที่บ้านตั้งแต่ยังเล็ก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 คุณพ่อรับซื้อเครื่องเพชรเครื่องทองจากผู้ดีเก่าและคหบดีซึ่งได้กำไรค่อนข้างงาม จนสามารถขยับขยายไปเป็นร้านเพชรที่บ้านหม้อ และเจอลู่ทางเปิดโรงโม่หินที่สระบุรีในที่สุด

จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกครอบครัวขึ้นมามีฐานะได้  เมื่อคุณพ่อไปเจอแหล่งหินสีเหลืองที่เขาเรียกว่า “หินโมโลไมต์” ที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วเมื่อนำไปเผาก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งสีที่ไม่มีในตลาดขณะนั้น ทำให้ขายได้ราคาสูง หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทที่อเมริกา คุณเกียรติชัยก็กลับมาเริ่มธุรกิจของตัวเองเมื่ออายุ 25 ปี และสิ่งที่ภูมิใจตลอดระยะเวลา 37 ปีที่ทำธุรกิจคือ ทำบัญชีโปร่งใส สะอาด ไม่เคยมีเช็คเด้ง ไม่เคยเบี้ยวหนี้ใคร ทำถูกกฎหมายทุกเม็ด ไม่ซิกแซก

“สิ่งที่ไม่ถูกจะไม่ทำ แม้ว่าใครๆก็จะทำกัน อย่างเรื่องเสียภาษีให้ถูกต้อง ไม่อยากตายไป โดนคิดภาษีย้อนหลัง ลูกๆจะเดือดร้อน เมื่อทำทุกอย่างถูกต้อง เราก็ภูมิใจ”

เมื่อเป็นนักธุรกิจต้องกล้าเสี่ยง อย่างธุรกิจโรงงานผลิตกรดกำมะถันที่ลาว (ใช้แยกแร่ทองคำและทองแดงในเหมือง) เริ่มจากขนส่งกรดกำมะถันให้ลูกค้าไปที่ลาว ผมก็ถามผู้ว่าจ้างว่าทำไมไม่เปิดโรงงานผลิตที่ลาว จะวิ่งรถทำไมเป็นพันกิโลฯ ลูกค้าบอกว่าไม่อยากเสี่ยง คุณเกียรตืชัยก็เลยเสี่ยงเองด้วยเงินลงทุน 15 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะคุณเกียรติชัยมองขาดว่า ราคาแข่งขันได้ ช่วยลดภาระให้ลูกค้าเรื่องเวลา และซื่อตรงกับคุ่ค้า ยังไงก็เขาก็ต้องซื้อของเรา

ในการทำธุรกิจ คุณจะเสียบ้าง คุณจะได้บ้าง แต่บวกๆ แล้วขอให้ได้มากกว่าเสียก็แล้วกัน เวลาเสีย ผมไม่มานั่งทำใจ แต่ต้องเรียนรู้

ทุกวันนี้บุรุษผู้นี้เป็นเจ้าของโรงงานผลิตกรดกำมะถันในลาว มีบริษัทขนส่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกำลังก่อสร้างโรงงานชีวมวลที่จังหวัดสุราษฏร์ เป็นคนที่ชื่นชอบในการขับเครื่องบินส่วนตัว โดยให้เหตุผลว่า “ก็ผมเป็นแค่คนธรรมดา แต่อยากให้ชีวิตที่ไม่ธรรมดา”

INSIGHT TIPS:

Screen Shot 2558-12-04 at 9.37.57 PM

ปัจจุบันครอบครัวมนต์เสรีนุสรณ์ ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกือบ50% โดยมีการลดสัดส่วนของคุณเกียรติชัยไปเพิ่มให้กับภรรยา คูณสุจิตราและลูก

ปี2014ถือเป็นปีที่หุ้นตัวนี้มีความผัวผวนสูง เพราะมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เข้ามาครอบครองใหม่ถึงเกือบ10ราย ถึงเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้หุ้นตัวนี้ร้อนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งข่าวการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล 750 ล้านบาทที่สุราษฎร์ธานีด้วย แต่หลังจากแตกพาร์ได้ซักพักนักลงทุนรายใหม่ก็ค่อยๆทยอยขายทำกำไรออกไป

Screen Shot 2558-12-04 at 9.17.24 PM

 KIAT  มีผลกำไรทุกปี มีการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โปร่งใส ถูกต้อง จนได้รับรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์ในที่เข้าจดทะเบียนได้เร็วที่สุดมาแล้ไว  ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าอันตรายให้กับบริษัทชั้นนำของประเทศ 

คุณเกียรติชัยฝากข้อทิ้งท้ายว่า ท่านคงต้องถามตัวเองว่าการลงทุนของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ระยะสั้น กลาง ยาวขนาดไหน เพื่อจะเป็นสมบัติลูกหลาน เพื่อจะเอาไว้ใช้ตอนชรา หรือเพื่อสภาพคล่องของตนเอง อันนั้นจะเป็นตัวกำหนด และเป็นตัวชี้วัดว่าท่านควรจะลงทุนในหุ้นประเภทไหน มาถึง ณ ตอนนี้ ผมมั่นใจว่า หุ้นของ KIAT เป็นหุ้นที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ คงจะไม่หวือหวา แต่มั่นคง ประวัติเรามีการจ่ายปันผลตอบแทนหุ้นมาตลอด เราก็หวังว่าเราจะทำเช่นนั้นได้ ” 

 

CREDIT: เรียบเรียงจาก Efinancethai Hello Magazine SET.OR.TH และSetinsight

The post รู้จักผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เและผู้ก่อตั้งบริษัทเกียรติธานีขนส่ง จำกัด (มหาชน) KIAT appeared first on SET Insight.

]]>
784
SAWAD เนื้อหอม กองทุนข้ามชาติไล่เก็บหุ้นห้าพันล้าน http://blog.setinsight.net/2015/05/sawad-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/ Sun, 03 May 2015 16:17:41 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=773 ในช่วงเวลาที่ SET เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลง หุ้น SAWAD กลับดูไม่ค่อยสะทกสะท้านต่อความแปรปรวนในตลาดเท่าใดนัก ก็หากไปเปิดดูบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คงจะไม่แปลกใจว่า จากที่เคยเป็นหุ้นของ “ขาใหญ่” พื้นที่ชาวไทย มาวันนี้ กองทุนข้ามชาติ รวมถึงสถาบันภายในประเทศอย่างน้อย...

The post SAWAD เนื้อหอม กองทุนข้ามชาติไล่เก็บหุ้นห้าพันล้าน appeared first on SET Insight.

]]>
ในช่วงเวลาที่ SET เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลง หุ้น SAWAD กลับดูไม่ค่อยสะทกสะท้านต่อความแปรปรวนในตลาดเท่าใดนัก ก็หากไปเปิดดูบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คงจะไม่แปลกใจว่า จากที่เคยเป็นหุ้นของ “ขาใหญ่” พื้นที่ชาวไทย มาวันนี้ กองทุนข้ามชาติ รวมถึงสถาบันภายในประเทศอย่างน้อย 11 แห่ง หอบเงินค่อนหมื่นล้านมากวาดหุ้น SAWAD เข้าพอร์ตอย่างเงียบเชียบตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา จนเป็นผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นกว่า 500% เมื่อเทียบกับราคา IPO ที่ 6.9 บาท เมื่อพฤษภาคมปีที่ผ่านมาเท่านั้น

SET insight

โดยในบรรดาสถาบันทั้งหมดเท่าที่ปรากฏชื่อรายใหญ่เกิน 0.5% นี้ เป็นกองทุนของบลจ.กสิกรไทยถึง 3 แห่ง ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการเก็บหุ้นภายใต้กองทุนอื่นที่มีขนาดเล็กกว่ามากกว่าที่ปรากฏชื่ออยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการสืบค้น ไม่พบว่าหลักทรัพย์กสิกรไทย ซึ่งเป็นโบรกภายใต้เครือเดียวกันได้ออกบทวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นตัวนี้มาก่อนแต่อย่างใด เท่าที่ทราบจากมีโบรกเกอร์เพียง 4 แห่งที่ทำการวิเคราะห์ โดยทุกแห่งต่างก็เชียร์ซื้อด้วยกันทั้งสิ้น และหลักทรัพย์บัวหลวงให้ราคาเป้าหมายไว้สูงที่สุดถึง 53 บาท อย่างไรก็ดี กลับไม่มีกองทุนบัวหลวงเข้าถือหุ้น SAWAD แต่อย่างใด

SAWAD 3

 

The post SAWAD เนื้อหอม กองทุนข้ามชาติไล่เก็บหุ้นห้าพันล้าน appeared first on SET Insight.

]]>
773
“จิราธิวัฒน์” ผลัดใบ ลูกหลานฮวดไช้ได้หุ้นหมื่นล้าน http://blog.setinsight.net/2015/04/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/ Tue, 21 Apr 2015 12:41:06 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=759 ตั้งแต่ได้ข่าวแว่วๆ กันหนาหูว่า จะมีการจัดเก็บภาษีมรดก “เศรษฐีหุ้น” จำนวนมาก็ทะยอย “รินหุ้นออก” ให้ลูกหลานของตนเสียแต่เนิ่นๆ ไล่มาตั้งแต่เจ้าสัวสมเกียรติ ลิมทรง กระบี่มือหนึ่งผู้ตีแตก BLA ตั้งแต่ 10 บาท...

The post “จิราธิวัฒน์” ผลัดใบ ลูกหลานฮวดไช้ได้หุ้นหมื่นล้าน appeared first on SET Insight.

]]>
ตั้งแต่ได้ข่าวแว่วๆ กันหนาหูว่า จะมีการจัดเก็บภาษีมรดก “เศรษฐีหุ้น” จำนวนมาก็ทะยอย “รินหุ้นออก” ให้ลูกหลานของตนเสียแต่เนิ่นๆ ไล่มาตั้งแต่เจ้าสัวสมเกียรติ ลิมทรง กระบี่มือหนึ่งผู้ตีแตก BLA ตั้งแต่ 10 บาท ก็โอนหุ้นให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวเกือบ 2 พันล้าน ดังที่ SET Insight เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

มานาทีนี้ ฝั่งตระกูลจิราธิวัฒน์ ตระกูลอภิอภิอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ก็เริ่มมีการผ่องถ่ายย้ายโอนหุ้นจากรุ่นสู่รุ่นกันอย่าง “สะเทือนจอ” แล้วด้วยมูลค่าที่มีการโอนเท่าที่ปรากฏในเวลาไม่ถึงปีกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

หุ้นมูลค่า “ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง” เช่นนี้ ผ่องถ่ายกันอยู่ในหุ้น 2 ตัวได้แก่ CPN อันเป็น holding หลักของตระกูลและ CENTEL ซึ่งเป็นอีกกิจการหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นนับสิบเท่าในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา ดูรายละเอียดกันได้ตามนี้

SET Insight

รายชื่อลูกหลานที่ได้รับโอนหุ้น CPN จากการปิดสมุดผู้ถือหุ้นรอบล่าสุด เท่าที่มี % การถือครองเกิน 0.5% แต่จริงๆ น่าจะมีมากกว่านี้

200 ล้านหุ้น ที่ราคา 45 บาทก็ 9000 ล้านบาท เน็ตๆ เนื้อๆ

รายชื่อ “จิราธิวัฒน์” รุ่น 2 ที่ถ่ายโอนหุ้นออกไปให้ลูกให้หลาน จนตัวเองหลุดการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ก

หมอพงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี รายนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลจิราธิวัฒน์ แต่ก็ขายเอาเงินไปเข้า SOLAR, TPCH แล้วเหมือนกัน

ในฝั่งหุ้น CENTEL ก็เช่นเดียวกัน รายชื่อลูกหลานที่ได้หุ้น ก็ยาวเป็นหางว่าวไม่น้อยกว่า 15 คน

CENTEL 2

201 ล้านหุ้น ที่ราคา 34 บาทก็ร่วมๆ 7 พันล้านบาท

เบ็ดเสร็จทั้ง CPN, CENTEL สองตัวโอนหุ้นให้ลูกให้หลาน ก็ 1.6 หมื่นล้านบาท

ที่น่าจะรู้จักกันดีก็อย่างเช่น ป๊อก-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ บุตรชายคนสุดท้องของเจ้าสัวสุทธิเกียรติ ในวัย 73 ปีกับอดีตนางงามจักรวาลอย่าง อาภัสสรา หงสกุล จากเดิมที่เจ้าสัวได้ยกหุ้น CENTEL มูลค่าสองร้อยกว่าล้านให้ไปเมื่อปีก่อนแล้ว ล่าสุดเจ้าสัวก็ได้โอน CENTEL เพิ่มเติมให้อีกจนมีเกือบ 20 ล้านหุ้น บวกกับ CPN อีก 24 ล้านหุ้นให้ เบ็ดเสร็จ ป๊อก หนุ่มแน่นวัย 29 ปีมีหุ้นของตระกูลในมือมูลค่าตามราคาตลาดตอนนี้เกือบ 2 พันล้านบาท

“จิราธิวัฒน์” ผลัดใบกันใหญ่แต่ไม่เป็นข่าวแบบนี้ เรื่องภาษีมรดกที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็คงจะมีมูลอยู่จริงๆ เหมือนกัน

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ช่วงนี้ใครเจอลูกหลานจิราธิวัฒน์ จะได้หายสงสัยว่า ทำไมหมู่นี้จึงเบิกบานแจ่มใสเป็นพิเศษ

 

The post “จิราธิวัฒน์” ผลัดใบ ลูกหลานฮวดไช้ได้หุ้นหมื่นล้าน appeared first on SET Insight.

]]>
759
กองทุนบัวหลวง ยกซด CBG 4 เดือน 2 พันล้าน http://blog.setinsight.net/2015/04/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/ Sun, 12 Apr 2015 17:40:42 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=749 ครั้งก่อน เราได้พูดถึง กองทุนบัวหลวง และ TTA มาในวันนี้กองทุนบัวหลวงได้เข้ามาเก็บ CBG หุ้นเครื่องดื่มอีกตัวบ้างแล้ว โดยหากคิดจากจำนวนหุ้นกว่า 51 ล้านหุ้น ที่ราคาตลาดแถวๆ 42 บาท...

The post กองทุนบัวหลวง ยกซด CBG 4 เดือน 2 พันล้าน appeared first on SET Insight.

]]>
ครั้งก่อน เราได้พูดถึง กองทุนบัวหลวง และ TTA มาในวันนี้กองทุนบัวหลวงได้เข้ามาเก็บ CBG หุ้นเครื่องดื่มอีกตัวบ้างแล้ว โดยหากคิดจากจำนวนหุ้นกว่า 51 ล้านหุ้น ที่ราคาตลาดแถวๆ 42 บาท ก็จะเป็นมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาททีเดียว

เพิ่งรายงานเมื่อก่อนสงกรานต์นี้เอง

เพิ่งรายงานเมื่อก่อนสงกรานต์นี้เอง

 

เมื่อดูรายการปิดสมุด จะพบว่านี่เป็นการเก็บหลังหุ้น IPO แน่นอน เนื่องจากในการปิดสมุดผู้ถือหุ้นรอบ IPO ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2557 ยังไม่พบรายชื่อ และหากประมาณราคาต้นทุน ก็น่าจะอยู่ในช่วง 30 ต้นๆ อาศัยจังหวะตลาด panic ตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้วเป็นต้นมาค่อยๆ ทะยอยเก็บ

ในชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ชื่อ กองทุนบัวหลวง ในรายชื่อรายใหญ่รวมแล้วไม่ได้มีหุ้น CBG ถึง 5% เนื่องจากกระจายหุ้นเข้าไว้ในหลายๆ กองทุนที่บริหารอยู่ กองที่ไม่ถึง 0.5% ก็ไม่ปรากฏชื่อ

แต่ที่น่าจับตาอีกเช่นกันคือ ทางกองทุนกสิกรซึ่งถือเป็นกองทุนขนาดใหญ่อันดับ 1 ของประเทศก็เข้ามาร่วมวงยกซด CBG กับกองทุนบัวหลวงด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อหุ้นตัวนี้เป็นอย่างดีSET Insightและเมื่อดูทางบทวิเคราะห์ ทั้งทางหลักทรัพย์บัวหลวงและหลักทรัพย์กิมเอ็งต่างก็ประสานเสียงเชียร์ซื้อ เคาะเป้า 40 บาทเศษๆ ด้วยกันทั้งคู่

งานนี้ทั้งกองทุนและหลักทรัพย์พูดและทำไปในทางเดียวกัน ก็ต้องมาดูกันว่า CBG จะ “ยืนหยัดเชิดชู” ไปได้อีกกี่น้ำในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ใครๆ ก็ต่างส่ายหน้าแบบนี้ด้วย P/E สูงกว่า 44 เท่า จะมีโอกาสชะตากรรมเดียวกันกับ VGI ที่เคยเทรด PE สูงถึง 50 เท่าแต่แล้วเมื่อกำไรไม่เข้าเป้า ใครๆ ก็เทขายหรือเปล่า

ต้องติดตามกันยาวๆ ครับ.-

The post กองทุนบัวหลวง ยกซด CBG 4 เดือน 2 พันล้าน appeared first on SET Insight.

]]>
749
กองทุน-ขาใหญ่ บอกลา VGI ฤๅสื่อนอกบ้านถึงขาลง??? http://blog.setinsight.net/2015/04/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87-vgi/ Wed, 01 Apr 2015 09:13:55 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=740 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์อันดับหนึ่งอย่าง กิมเอ็ง เชียร์ให้ซื้อ VGI อย่างแข็งขัน โดยให้เป้าราคาก่อนที่จะจ่ายหุ้นปันผลไว้สูงถึง 20.80 บาท (เท่ากับ 10.40 บาทตามราคาปรับแล้วในปัจจุบัน) แต่เมื่อมาดู “การกระทำ”...

The post กองทุน-ขาใหญ่ บอกลา VGI ฤๅสื่อนอกบ้านถึงขาลง??? appeared first on SET Insight.

]]>
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์อันดับหนึ่งอย่าง กิมเอ็ง เชียร์ให้ซื้อ VGI อย่างแข็งขัน โดยให้เป้าราคาก่อนที่จะจ่ายหุ้นปันผลไว้สูงถึง 20.80 บาท (เท่ากับ 10.40 บาทตามราคาปรับแล้วในปัจจุบัน)

หลักทรัพย์อันดับหนึ่งเริ่มเชียร์ VGI มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วอย่างต่อเนื่องแทบจะทุกเดือน

หลักทรัพย์อันดับหนึ่งเริ่มเชียร์ VGI มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วอย่างต่อเนื่องแทบจะทุกเดือน

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน 20.80 บาท

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน 20.80 บาท

แต่เมื่อมาดู “การกระทำ” ของรายใหญ่อย่าง นเรศ งามอภิชน ซึ่งร่ำลือกันทั่วไปว่าก็เป็นขาใหญ่ประจำอยู่ที่หลักทรัพย์แห่งนี้ กลับลดพอร์ตลงมาอย่างฮวบฮาบ นี่ยังไม่ต้องนับขาใหญ่อีกรายที่อยู่ห้องค้าของเอเชียพลัสอย่าง ประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์ VI พอร์ตหลักพันล้านอีกคน ตลอดจนถึงกองทุนหุ้นของกรุงศรีที่ลดการถือครองลงมาครึ่งต่อครึ่ง ดูสถิติการถือครองเทียบงวดต่องวดกันเห็นตำตา

SET insight

ลำพังผู้ถือหุ้นรายใหญ่แค่ 4 รายที่ลดพอร์ต VGI อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าบริษัท BTS จะซื้อหุ้นกลับอย่างไร ราคาก็ไปไหนไม่ได้สักที

หุ้นดี แต่ถ้ารายใหญ่ขายใส่ไม่หยุดแบบนี้ ขึ้นลำบากครับ.-

The post กองทุน-ขาใหญ่ บอกลา VGI ฤๅสื่อนอกบ้านถึงขาลง??? appeared first on SET Insight.

]]>
740
[คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (7) นริศ จิระวงศ์ประภา http://blog.setinsight.net/2015/03/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a8-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2-7/ Mon, 23 Mar 2015 09:30:20 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=641 เกาะที่สองการจำแนกประเภทของธุรกิจ • พอเราได้หุ้นเป้าหมายที่จะทำการบ้านต่อแล้ว ผมจะมีคำถามสามข้อหลักๆที่จะต้องรู้จากหุ้นตัวหนึ่งๆคือ 1. หุ้นตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มไหนจากการจำแนกประเภทของธุรกิจ (ตามปีเตอร์ ลินซ์) 2.หุ้นตัวนี้มีจุดน่าสนใจอยู่ตรงไหนหรือมีตัวเร่ง (catalyst) อะไรบ้าง จุดน่าสนใจของกลุ่มหุ้นจะสัมพันธ์กับสิ่งที่น่าสนใจในกลุ่มธุรกิจ เช่น ถ้ากลุ่มหุ้นเติบโต catalyst...

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (7) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
เกาะที่สองการจำแนกประเภทของธุรกิจ

• พอเราได้หุ้นเป้าหมายที่จะทำการบ้านต่อแล้ว ผมจะมีคำถามสามข้อหลักๆที่จะต้องรู้จากหุ้นตัวหนึ่งๆคือ

1. หุ้นตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มไหนจากการจำแนกประเภทของธุรกิจ (ตามปีเตอร์ ลินซ์)

2.หุ้นตัวนี้มีจุดน่าสนใจอยู่ตรงไหนหรือมีตัวเร่ง (catalyst) อะไรบ้าง จุดน่าสนใจของกลุ่มหุ้นจะสัมพันธ์กับสิ่งที่น่าสนใจในกลุ่มธุรกิจ เช่น ถ้ากลุ่มหุ้นเติบโต catalyst คือเรื่อง อัตราการเติบโตในอนาคต หรือ กลุ่มหุ้นทรัพย์สินมากจุดที่น่าสนใจจะอยู่ที่ บริษัทจะปลดล๊อคทรัพย์สินออกมาหรือเปล่า หรือ กลุ่มหุ้นฟื้นตัว จุดน่าสนใจอยู่ที่การพลิกฟื้นของตัวธุรกิจว่าจะเกิดขึ้นไหม เป็นต้น

3.หุ้นตัวนี้มีจุดตายหรือเปล่า และจุดเสี่ยงมีอะไรบ้าง (Risk) ถ้าเราเจอหุ้นที่catalystชัดเจน ผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง แต่บริษัทนี้มีจุดตาย เราต้องเปรียบเทียบความน่าจะเป็นของโอกาสที่จะเกิดเพื่อนำไปหักล้างกับภาพอันสวยหรู ถ้าความน่าจะเป็นไม่สูงมากนัก เราก็ควรลงทุน แต่ผมก็จะถือหุ้นตัวนั้นอย่างมากเพียง 20-25 เปอร์เซนต์ครับ เอาตัวอย่างที่ผมเคยเจอมาก็เช่น KIAT ครับ จุดตายของบริษัทนี้อยู่ตรงรถแก๊สระเบิดในย่านชุมชน ถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีเพียงน้อยนิด catalystค่อนข้างชัดเจนกับการรับงานที่จะมากขึ้นกับการขยายไปกับการขนแก๊ส NGV กับ PTT ในเขตอิสานตอนบน ถ้าเขาได้งานมีโอกาสโตอีก2เท่าตัว ถึงตอนนั้นราคาหุ้นที่ 5 บาทถือว่าถูกมาก แค่กระนั้นผมยังถือลงทุนในตัวนี้เพียง 10-15 เปอร์เซนต์ของพอร์ต(ผมอาจจะขี้กลัวเกินไป เพราะผมคิดว่าการรักษาเงินต้นนั้นสำคัญมากกว่าการเติบโตของพอร์ต โดยผมยึดถือคำกล่าวบทหนึ่งไว้เตือนความโลภของตนเองอยู่เสมอ คำกล่าวนี้เป็นของชาลีมังเกอร์ คู่หู ปู่บัฟเฟตต์ ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าเขารู้ว่าเขาจะไปตายที่ไหน เขาคงจะไม่ไปที่นั่น”ซึ่งผมก็ว่าจริงนะครับ

เรื่อง การจำแนกประเภทกลุ่มธุรกิจ

การจำแนกประเภทของธุรกิจ ในสไตล์ผมๆจะแบ่งออกเป็น2แบบครับ แบบแรก เป็นแบบคลาสสิก มาตรฐานสากล ที่ทั่วโลกยอมรับ คือ การแบ่งแบบ ปีเตอร์ ลินซ์ ท่านแบ่งการลงทุนเป็น6ประเภท ดังนี้
1. หุ้นโตช้า(Slow growers)
2. แข็งแกร่ง(Stalwarts)
3. หุ้นโตเร็ว(Fast growers)
4. หุ้นวัฎจักร(Cyclicals)
5. หุ้นฟื้นตัว(Turnarounds)
6. หุ้นทรัพย์สินมาก(Asset plays)

• ประเทศไทย เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร เราจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะที่บ้านเมืองอื่นอาจจะไม่มี ผมจึงขอเพิ่มเติมอีก3ข้อจาก6เป็น 9 แบบไทยๆนะครับ เพื่อเป็นอีกมุมหนึ่งมาประกอบการตัดสินใจดังนี้
7. หุ้นการเมือง(Politic powers)
8. หุ้นปั่นแปะ(Dealer controls)
9. หุ้นกลุ่มพิเศษ(Special groups)

เรามาดูรายละเอียดของแต่ละกลุ่มกันนะครับ

1.กลุ่มโตช้า (Slow growers)

• กลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิ่มตัวแล้ว และในหลายๆบริษัทแย่ยิ่งกว่าคือ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเป็นตะวันตกดิน ที่กำลังมีสินค้าใหม่ๆเข้ามาทดแทน กลุ่มนี้สังเกตง่ายๆตรงที่ ภาพรวมอุตสาหกรรมมีการเติบโตน้อยกว่าหรือเท่าๆกับ GDP ของประเทศมาเป็นระยะเวลาหลายๆปี

• สาเหตุหลักที่เราควรจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้คือ มีเงินปันผลที่จัดเป็น catalyst และสาเหตุเดียวกันที่เราควรจะขายหุ้นกลุ่มนี้คือ เมื่อเขามีแนวโน้มจะจ่ายปันผลลดลง จากสาเหตุรายได้/กำไร เขาเริ่มถดถอย หรือ ถ้าเขาปันผลน้อยลงเพราะบริษัทได้นำเงินปันผลไปลงทุนในรูปแบบธุรกิจอื่น…..เราก็ต้องติดตาม อาจจะดีหรือไม่ดีก็เป็นได้ เพราะผมก็เห็นหลายตัวที่เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ทำให้เขากลายมาเป็นหุ้นเติบโตอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า เราก็ต้องเปลี่ยนวิเคราะห์หุ้นตัวนี้ในมุมมองหุ้นประเภทอื่นต่อไป

• หุ้นกลุ่มนี้มีข้อดีคือ
– หลายๆบริษัทไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร จึงมีการจ่ายปันผลค่อนข้างสูง อาจจะปัน70-100เปอร์เซนต์ของกำไรในแต่ละปี
– หุ้นเทรดกันที่PE PBV ต่ำ เพราะความคาดหวังของนักลงทุนไม่ค่อยมี ทำให้ราคาหุ้นไม่ค่อยเหวี่ยงให้ใจหายใจคว่ำ

• ส่วนข้อเสียของหุ้นกลุ่มนี้คือ
– ส่วนมากธุรกิจจะไม่ค่อยเติบโต เราจึงควรติดตามผลประกอบการ ถ้าผลประกอบการถดถอย2-3ปีซ้อน เราควรหลีกเลี่ยง เพราะถ้าผลประกอบการตกต่ำต่อเนื่อง อนาคตเงินปันผลเราก็จะลดลง
– ถ้าใครหวังผลที่จะเกษียณจากผลตอบแทนระยะยาวที่มากกว่า15เปอร์เซ็นต์ทบต้น/ปี หุ้นกลุ่มนี้ดูจะค่อนข้างลางเลือน ผมแนะนำให้ไปถือครองหุ้นกลุ่มอื่นดีกว่าครับ

2. หุ้นแข็งแกร่ง(Stalwarts)

• หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างจะเติบโตในเชิงกำไรประมาณ 7-10 เปอร์เซนต์ต่อปี ในระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี มีแบรนด์เนมที่ติดหู ครอบครองตลาดมาอย่างยาวนาน เป็นหุ้นยอดนิยมสำหรับ กองทุน และนักลงทุนโดยทั่วไป ทำให้ PE ที่เทรดเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มนี้จะสูงกว่าตลาดอยู่เสมอๆ การซื้อหุ้นกลุ่มนี้คุณไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่คอยติดตามบทวิเคราะห์จากโบรกต่างๆ ส่วนมากผลตอบแทนของบริษัทจะไม่ค่อยต่างจากบทวิเคราะห์มากนัก เทคนิคการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ คือ เราต้องมีเป้าหมายในใจว่าเราต้องการผลตอบแทนที่เท่าไหร่ เพื่อคำนวณหาจุดซื้อ และรอจังหวะซื้อในเวลาที่นายตลาดเกิดตกใจ เทขายหุ้นกลุ่มนี้ออกมา เช่นถ้าใครลงทุนซื้อหุ้นพื้นฐานในปีที่เกิดวิกฤต เขาจะได้ผลตอบแทนที่เป็นกอบเป็นกำเสมอๆ ส่วนจุดขายของหุ้นกลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกันคือ เมื่อราคาหุ้นวิ่งเกินพื้นฐาน เทรดกันในPEสูงๆเกินค่าเฉลี่ยมากๆ หรือมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เราควรขายหุ้นกลุ่มนี้คือ เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณที่บริษัทไม่สามารถเติบโตได้ต่อไป อัตราการเจริญเติบโตของยอดขายของบริษัทเริ่มลดลง ถึงแม้นกำไรจะสามารถทรงตัวได้ก็ตาม เพราะนั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่า เขากำลังจะกลายร่างเป็นหุ้นโตช้าในอนาคต และในที่สุดPEที่เคยเทรดกันสูงกว่าตลาดโดยรวมจะเริ่มลดลงจนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และนั่นก็อาจจะทำให้เงินคุณหายไปหลายสิบเปอร์เซนต์ทีเดียว

– Catalyst ของหุ้นพื้นฐานคือ ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจ
-Risk ของหุ้นกลุ่มนี้คือเรื่อง บริษัทคู่แข่งเจาะฐานที่มั่นได้ ราคาที่เทรดกันที่PEสูง เพราะความคาดหวังของผู้ซื้อที่สูงกว่าหุ้นโดยทั่วไป

3. หุ้นโตเร็ว(Fast growers)

• หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ผมชอบมากที่สุดใน6กลุ่ม เพราะผลตอบแทนที่ได้ค่อนข้างสูง และถ้าผมสามารถหาหุ้นประเภทนี้ได้เจอ ผมสามารถไม่ต้องหาหุ้นไปอีกหลายๆปี และจำกัดส่วนขาดทุนของผมให้น้อยลงไปเรื่อยๆตามเวลาที่เดินไปในอนาคต แต่โอกาสที่ผมจะได้กำไร กลับมีไม่จำกัด จากการเติบโตของเขาเอง เทคนิคการหาหุ้นโตเร็ว ผมมีเทคนิคหาหุ้นกลุ่มนี้อยู่ 3 ข้อคือ
1-จงมองหากลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีช่องว่างการตลาดอีกมาก เช่น อาจจะเป็นสินค้าใหม่ทดแทนสินค้าเก่า หรือ มองหาเทรน/เมกะเทรนในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น และมองหาอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากเทรนนั้นๆ
2-จงมองหาบริษัทที่เป็นอันดับต้นๆในอุตสาหกรรมนั้น และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น ว่ามีบริษัทไหนที่เตรียมพร้อมกับโอกาสที่จะเกิดขึ้น และจงลงทุนในบริษัทที่มีความพร้อมในโอกาสนั้นๆ
3-จงมองหาผู้บริหารที่เก่งรอบรู้ในอุตสาหกรรมตนเอง และมีไฟ มีความขยันตื่นตัวในการขยายกิจการ สุดท้ายที่ลืมไม่ได้คือ ผู้บริหารต้องเป็นกัปตันที่ซื่อสัตย์ คอยควบคุมทิศทางให้เรือมุ่งสู่เป้าหมาย มากกว่าจะมาคอยแวะตามเกาะแก่งต่างๆเพื่อที่จะจับปลาให้ตนเองอิ่มท้อง

• การซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ ถ้าเราต้องการได้ผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราควรพยายามสอดส่องหาหุ้นที่เพิ่งเริ่มจะเติบโต แต่ต้องมีรูปแบบการเติบโตให้เราเห็นบ้างแล้ว ถ้าเราเสี่ยงเข้าไปก่อนที่เขาจะมีรูปแบบที่ชัดเจน อาจจะทำให้ ผลตอบแทนการลงทุนของเราสะดุดไม่ดีเท่าที่ควร เช่น การเข้าไปลงทุนในช่วงแรกๆ เราอาจจะต้องเสี่ยงเรื่องของการเพิ่มทุน หรือ เสี่ยงในเรื่องคุณภาพของการเติบโต เพราะบางครั้งการเติบโตจากภายนอกเร็วกว่าประสิทธิภาพของระบบภายในจะตามทัน อาจทำให้บริษัทโตอย่างอ้วนฉุ ไม่แข็งแรง เป็นผลให้บริษัทเติบโตแบบไม่ยั่งยืนได้

• อีกเรื่องที่ควรใส่ใจ คือเรื่องอุตสาหกรรมที่เติบโต เราต้องมองว่าการเติบโตนี้ เป็นการเติบโตแบบยั่งยืนมากน้อยเพียงใด เช่น การเติบโตของกลุ่มบริษัทนี้เป็นการเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หรือ เป็นการเติบโตตามรอบวัฎจักรของสินค้า หรือเป็นการเติบโตตามเทรนของผู้บริโภค เราต้องแยกประเภทอุตสาหกรรมให้ออก ว่าอุตสาหกรรมที่เรากำลังลงทุนนี้ เป็นการเติบโตในแบบใด วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การเลือกหุ้นที่เป็นเมกะเทรน ที่เรามองว่าตลาดยังมีช่องว่างอีกมาก หรือถ้าจะหาตัวช่วยก็พอมีจากการมองกระจกมองหลังในอดีตให้ยาวนานที่สุด ดูรายได้/ผลกำไรย้อนหลังว่ามีรูปแบบอย่างไร

• ควรระวังในธุรกิจที่มีการเติบโตมาจากกำไรขั้นต้น กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น มากกว่าการเติบโตที่มาจากฐานรายได้หรือฐานลูกค้าที่มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีกำไรไม่สม่ำเสมอ นั่นเป็นการบ่งบอกว่า ธุรกิจที่เรากำลังดูอยู่นี้ อาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มหุ้นเติบโต แต่อยู่ในกลุ่มหุ้นวัฎจักร

• ถ้าเราเจอหุ้นเติบโต อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน มี GPM NPM ที่สูง สิ่งที่เราควรระวังอีกเรื่องคือ มักจะมีคู่แข่งขันหน้าใหม่ เข้ามาร่วมแจมด้วยเสมอๆ เวลาเราเลือกหุ้นในประเภทนี้จึงต้องมองหาผู้นำที่มีมีขอบข่ายคูเมืองที่ชัดเจน มีจุดเด่นในตัวธุรกิจ ไม่เช่นนั้น กำไรบรรทัดสุดท้ายในอนาคตอาจจะไม่สวยหรูอย่างที่เราคาดคิดไว้ก็เป็นได้

• การซื้อหุ้นในกลุ่มโตเร็วนี้ การซื้อหุ้นในบางครั้งต้องยอม ทำใจ ซื้อหุ้นในราคาหุ้นที่มี PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เพราะในตัวเขาเองมีcatalystหรือตัวเร่งปฎิกิริยา ของกำไร ที่จะทำให้ PE ในอนาคตเขาต่ำลง ผมเองมีวิธีส่วนตัวในการตัดสินใจซื้อคือ มองกำไรล่วงหน้า 4 ไตรมาส และระบุ PE ที่กลางๆของหุ้นตัวนั้นเป็นขอบเขตราคาสูงสุดที่ผมจะยอมรับได้ เช่นถ้าผมมองหุ้นตัวหนึ่งมีกำไร 4 ไตรมาสข้างหน้าคือ 0.28 บาทต่อหุ้น และ PE หุ้นตัวนี้ผมให้ราคากลางๆที่12เท่า หมายความว่าราคา ณ วันนี้ที่คำนวณ ผมจะซื้อราคาหุ้นตัวนี้ไม่เกิน 0.28*12=3.36 บาท เป็นต้น…..และถ้าผมซื้อหุ้นตัวนี้ได้ในราคาต่ำกว่า 3.36 บาทมากเท่าใด หมายถึงผมได้มี MOS มากขึ้นเท่านั้น

• กลยุทธ์ขายของหุ้นโตเร็วคือ…จงขาย “เมื่อเขาหยุดโต และกำลังจะกลายร่างเป็นหุ้นพื้นฐาน หรือ หุ้นโตช้า” โดยสังเกตจากยอดขายที่ไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร หรือ การขยายไปธุรกิจต้นน้ำหรือปลายน้ำ ไม่สวยหรูอย่างที่คิด หรือ ผู้บริหารเริ่มนำเงินไปขยายธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม หรือ ช่องทางของตลาดเริ่มคับแคบลงจนน่าจะขยายตัวได้ยากแล้ว เป็นต้น และอีกกรณีคือ ผมจะขายหุ้นโตเร็วเมื่อ นายตลาดมาให้PEของหุ้นเราสูงมากๆ เช่นผมให้PEล่วงหน้า4ไตรมาสกลางๆที่12เท่า แต่นายตลาดให้ไปถึง 25 เท่าเป็นต้น

-Catalyst ในหุ้นกลุ่มนี้คือเรื่องการเติบโตของรายได้/กำไร
-Risk ในหุ้นกลุ่มนี้คือเรื่อง การเติบโตไม่เป็นไปตามคาด และราคาหุ้นเทรดกันที่PEสูงตามความคาดหวัง

4.หุ้นวัฎจักร (Cyclicals)

หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ผมให้ความสำคัญน้อยกว่าหุ้นโตเร็ว ทั้งๆที่ผลตอบแทนที่ได้อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ แต่สาเหตุที่ผมให้ความสำคัญน้อย อาจจะเป็นเพราะ ผมยังสามารถหาหุ้นโตเร็วในตลาดได้เป็นระยะ จึงไม่ได้มีปัญหากับการดิ้นรนหาหุ้นกลุ่มนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง……จริงๆนั่นคงเป็นข้อแก้ตัวมากกว่า ฮ่าๆๆ สาเหตุจริงๆน่าจะมาจาก ขอบเขตความรอบรู้ในหุ้นกลุ่มนี้ต้องใช้ความสามารถเฉพาะด้านสูงมาก หุ้นกลุ่มนี้ผมขอแนะนำเฉพาะคนที่อยู่วงในของวงการอุตสาหกรรมนั้นๆที่รู้การเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หรือไม่งั้นมีคุณก็ต้องมี IQ EQ สูงๆที่เกินค่าเฉลี่ยคนทั่วๆไปมาเล่น ต้องขยันและมีเวลาที่จะติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ต้องใช้ความสามารถค่อนข้างสูงทั้งในเรื่องการเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งในเรื่องการคาดเดาอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด

• หุ้นกลุ่มวัฎจักร ผมขอแบ่งย่อยเป็นสองประเภทคือ วัฎจักรตามสินค้าโภคภัณฑ์ กับ วัฎจักรตามสภาวะเศรษฐกิจ หรือ เรียก กลุ่มนี้ว่า พวกอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม

• หุ้นกลุ่มแรก พวกสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มนี้จะขายสินค้าหรือบริการที่ไม่มี value-added กับสินค้า หน้าตาสินค้าเหมือนๆกัน แตกต่างกันไม่มากพอที่จะสร้างความจงรักภักดีต่อสินค้า GPM NPM จะขึ้นกับดีมานต์ ซัพพลาย เป็นหลัก ถ้าไล่เรียงลำดับก็คงจะตั้งแต่ สินค้าธรรมชาติ เช่น เหมืองแร่ โรงกลั่นน้ำมัน และผู้ค้าสินค้าเกษตร อันดับต่อมาคือ ผลพลอยได้จากสินค้ากลุ่มแรกๆ เช่น น้ำมันเครื่อง เม็ดพลาสติก ปูนซิเมนต์ และสุดท้ายของกลุ่มนี้ ที่พอมีอำนาจการต่อรองบ้างคือ ชิ้นส่วนรถยนต์ สายการบิน ขนส่งทางเรือ เป็นต้น หุ้นในกลุ่มนี้ ถ้าใครสามารถ “ลดต้นทุนได้ต่ำที่สุด” และสามารถ “บริหารซัพพลายเชนได้สมดุลดีที่สุด” จะเป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุด

• หุ้นกลุ่มนี้จะสามารถแบ่งได้อีกแบบตามรอบระยะเวลาในการเกิดดับของอุตสาหกรรม การแบ่งรอบระยะเวลานี้ จะเกิดจากข้อจำกัดในการสร้างผลิตภัณฑ์นั้นๆ หรือ ข้อจำกัดในการสร้างเครื่องผลิตเงิน นั่นเอง ถ้ามองในมุมมองของระยะเวลาในการเกิดรอบของธุรกิจ สินค้าที่สามารถมีรอบผลิตที่เร็ว ก็จะมีรอบวงจรที่เล็กและสั้นกว่า สินค้าที่สามารถใช้เวลาในการผลิตที่นานกว่า ถ้ายกตัวอย่างให้สุดโต่ง ผมจะขอเปรียบเทียบรอบสินค้าสักห้าชนิดคือ ถั่วงอก ไก่ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน จะเห็นได้ว่าระยะเวลาในการสร้างสินค้าเพิ่มเติมจะใช้เวลาสร้างแตกต่างกัน ทำให้รอบวงจรของสินค้าถั่วงอกขาดคงไม่เกิน 7 วัน แต่รอบโรงกลั่นน้ำมันคงจะใช้เวลาอย่างน้อยเท่ากับการสร้างโรงกลั่นนั่นคือรอบของโรงกลั่นอาจจะใช้เวลาถึง 10-1 5ปีในแต่ละรอบ

• หุ้นกลุ่มที่สอง พวกอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม หุ้นกลุ่มนี้จริงๆก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับดีมานต์/ซัพพลาย โดยตรง แต่มีความอ่อนไหวในรายได้และกำไร จากหลากหลายสาเหตุ เช่น อ่อนไหวเพราะต้องมีการใช้เม็ดเงินจำนวนมากในการตัดสินใจซื้อทรัพย์สินชิ้นนั้นๆ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น หุ้นวัฎจักรกลุ่มนี้ เราต้องติดตามความต้องการของตลาด ประกอบกับ ติดตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

• การแยกหุ้นกลุ่มนี้ออกจากหุ้นกลุ่มเติบโต ง่ายที่สุดคือ ดูในส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มเติบโต จะมีการเติบโตในส่วนของการกระจายสินค้าที่มากขึ้น จำนวนชิ้นที่ขาย จำนวนงานที่บริการ มีสัดส่วนโดยตรงต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น การขยับของ GPM NPM จะค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหุ้นกลุ่มวัฎจักร เราจะเห็นกำไรที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจาก GPM NPM ที่เปลี่ยนไป สาเหตุหนึ่งที่เราต้องแยกให้ออกว่าเขาคือหุ้นเติบโต หรือ หุ้นวัฎจักร เพราะถ้าเป็นหุ้นเติบโต เวลาที่เดินไป จะสร้างความมั่งคั่งให้กับพอร์ตของเรา หุ้นบางตัวถึงแม้นเราไม่ขาย แต่พอเขาเปลี่ยนจากหุ้นโตเร็วเป็นหุ้นพื้นฐานหรือหุ้นโตช้า เงินปันผลที่ได้ในแต่ละปี อาจจะมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ต่อปี จากเงินลงทุนของเราในครั้งแรก แต่ถ้าเป็นหุ้นวัฎจักร เราซื้อลงทุนมีด้วยสาเหตุเดียวคือ ส่วนต่างของราคาหุ้น หมายความว่าคุณต้องมองให้ออก ต้องซื้อตอนเริ่มขาขึ้น และต้องขายเมื่อนายตลาดกำลังคิดว่ามันกำลังเป็นขาขึ้นเต็มตัว ถ้าคุณเข้าจังหวะถูก คุณอาจจะได้ 300-500-1000 เปอร์เซนต์ ภายใน 2-3 ปี แต่ถ้าคุณเข้าผิด คุณอาจจะขาดทุน 80 เปอร์เซนต์ได้ภายใน2-3 ปี เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ต้องหาจุดเข้าให้ดีและต้องยอมขายขาดทุนเมื่อคุณคิดผิด ผมเห็นความเข้าใจผิดของคนที่พลาดติดหุ้นในกลุ่มนี้คือ คนกลุ่มนี้เขาคาดว่าจะมีเงินปันผลที่สูงตามผลประกอบการ เขารอรับปันผลแล้วค่อยขายหุ้น แต่เราต้องไม่ลืมว่า เราซื้อหุ้นกลุ่มนี้ไม่ใช่เพราะเงินปันผล แต่เราต้องการส่วนต่างราคาหุ้น

• จุดขายของหุ้นกลุ่มนี้ ค่อนข้างบอกยาก สัญญาณที่พอบอกได้ก็มี
– ให้ขายเมื่อเขาเร่งกำลังการผลิตเต็มที่แล้ว
– NPMสูงกว่าความเป็นจริงมากๆ
– ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ต่ำกว่าราคาspot
– PBVสูงเกินกว่า3-4เท่า จากในอดีตที่เทรดใกล้เคียง1เท่า
– สเปรดที่เริ่มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
– สินค้าคงคลังที่เริ่มมากขึ้น
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เท่าที่ผมสังเกตุดู การดูสัญญาณอาจจะไม่ทันการเพราะบางครั้งเราอาจจะเห็นราคาหุ้นลงโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนจะมีสัญญาณล่วงหน้าเป็นปีทีเดียว”

– Catalystของหุ้นกลุ่มนี้คือเรื่องNPMที่เพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการที่มีมากขึ้นแต่ผู้ผลิตผลิตสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ
– Riskของหุ้นกลุ่มนี้คือเรื่องการคาดการณ์รอบวัฎจักรของสินค้าและการคาดการณ์อารมณ์ของนักลงทุนในการซื้อ/ขายหุ้น เพราะบางครั้งมีการขายหุ้นจำนวนมากออกมาก่อนวัฎจักรจะกลับตัวเป็นขาลงล่วงหน้าเป็นปีทีเดียว

5. หุ้นฟื้นตัว(Turnarounds)

หุ้นกลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมชอบรองจากหุ้นโตเร็ว เพราะ ถ้าคุณเลือกถูกตัว ผลตอบแทนที่คุณได้รับ ค่อนข้างดีทีเดียว หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างจะคล้ายๆกับหุ้นวัฎจักร แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ หุ้นวัฎจักรเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นฟื้นตัว แต่ที่แยกออกไปอยู่อีกกลุ่มเป็นเพราะ หุ้นวัฎจักรนั่นเป็นธรรมชาติของธุรกิจที่จะตกต่ำสลับฟื้นตัวเป็นรอบๆ แต่หุ้นฟื้นตัวนี้ตกต่ำอาจเป็นเพราะเกี่ยวกับพื้นฐานธุรกิจโดยตรง เช่นธุรกิจอยู่ในกลุ่มตะวันตกดิน หรือ การบริหารจัดการภายในมีรูรั่ว หรือ ความผิดพลาดของนโยบายและวัฒนธรรมองค์กรจึงไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ทำให้การลงทุนในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงเช่นทีเดียว แต่ความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เงินเราไม่งอกเงยเสียมากกว่า เพราะความคาดหวังในหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข้อดีของความเสี่ยงในหุ้นประเภทนี้คือ เราสามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการเรียนรู้ศึกษาทำความรู้จักกับบริษัทให้มากที่สุด เพื่อค้นหาธุรกิจที่จะสามารถฟื้นตัวได้ในอนาคต

• หุ้นกลุ่มนี้ผมจะแบ่งการฟื้นตัวออกเป็นกลุ่มย่อยๆเพื่อจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่ซื้อและขายได้ถูกต้อง

5.1 หุ้นฟื้นตัวจากต้นทุนสินค้าที่ลดลง
• กลุ่มนี้กำไรของบริษัทจะมากขึ้นจากวัตถุดิบต้นทุนหลักๆลดราคาลงทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น หุ้นที่ฟื้นตัวด้วยสาเหตุนี้ ไม่ใช่การฟื้นที่ถาวร อาจจะเกิดเพียง1-2ไตรมาส จึงไม่ควรเอากำไรในช่วงพิเศษนี้เป็นบรรทัดฐาน ถ้าจะซื้อหุ้นฟื้นตัวจากสาเหตุนี้ มีเพียงสาเหตุเดียวคือ เพื่อเก็งกำไรรายไตรมาส

5.2 หุ้นฟื้นตัวจากการรูปแบบการบันทึกบัญชี
• เป็นเพราะมาตรฐานบัญชีในฉบับปัจจุบัน ให้มีการปรับราคาสินค้าคงคลังให้เป็นราคาปัจจุบัน ทำให้ถ้าราคาสินค้าตกต่ำในปีที่ผ่านมาถูกปรับเป็นสินค้าต้นทุนต่ำไปแล้ว ปีนี้ราคาสินค้าขยับสูงขึ้น มีการขายสินค้าออกไปได้ในราคาใหม่ กำไรที่บันทึกก็มากกว่าปรกติ ถ้าเราเจอหุ้นประเภทนี้ก็ต้องคำนวณสินค้าคงคลังให้ดีๆด้วยนะครับ อย่าคิดว่านั่นคือกำไร(ขาดทุน)ปรกติ

– รูปแบบบัญชีที่มีการตั้งสำรองไว้มากกว่าปรกติ ในรูปแบบบัญชี บริษัทสามารถตั้งสำรองค่าเผื่อต่างๆและนำไปตัดเป็นค่าใช้จ่ายในไตรมาสนั้นๆได้ ถ้าเราพบเห็นบริษัทที่มีการตั้งสำรองลูกหนี้/สินค้าคงคลังหรือค่าเผื่อด้อยค่าของทรัพย์สินมากผิดปรกติในงบ….ในอนาคตทรัพย์สินที่ตั้งไปนี้มีโอกาสยกคืนกลับมาบัญทึกเป็นกำไรได้ หน้าที่เราคือต้องดูให้ออกว่า กำไรที่โชว์อยู่นั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าความเป็นจริง ถ้าบริษัทไหนมีการเก็บซ่อนกำไรไว้มากๆ ทำให้กำไรปัจจุบันดูต่ำเกินความเป็นจริง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อราคาหุ้นที่ต่ำเกินความเป็นจริง จุดนั้นเราควรติดตามและหาจังหวะในการซื้อลงทุน เพราะถ้าบริษัทไม่สำรองต่อหรือมีการยกสำรองกลับ ก็ทำให้กำไรกลับคืนสู่สภาวะปรกติ หรือมากกว่าปรกติในช่วงแรกๆ

– รูปแบบมาตรฐานบัญชีใหม่ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆทำให้บางครั้งเกิดการปรับล้างไพ่ในรูปแบบบัญชีทีเดียว เช่นมาตรฐานในเรื่องสินทรัพย์เพื่อเช่าของห้างค้าปลีก ถ้าจะกล่าวในเรื่องนี้ก็จะยาวเกินไปขอแนะนำให้ผู้ที่สนใจเข้าไปอ่านในรายละเอียดในห้อง SF CPN ในร้อยคนร้อยหุ้น www.thaivi.org นะครับ

5.3 หุ้นฟื้นตัวจากการบริหารจัดการได้ดีขึ้น บางบริษัทตกต่ำเพราะการบริหารจัดการภายในองค์กรไม่ดีพอ หรือการสื่อสารกับลูกค้าไม่ตรงตามความต้องการ ทำให้ผลประกอบการในงบการเงินดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบริษัทเหล่านั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ อุดรูรั่ว บริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น งบการเงินก็จะฟื้นสวยตามลำดับ ถ้าเราเจอบริษัทประเภทนี้ในช่วงฟื้นตัว ผลตอบแทนที่ได้จะมากพอสมควร เนื่องจากความคาดหวังของหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างต่ำ ราคาจึงมักซื้อขายแบบแบกับดิน แต่พอนายตลาดรับรู้ผลประกอบที่ดีขึ้นตามลำดับ ของแบกับดินอาจจะนำมาขึ้นห้างได้อีกครั้งครับ

5.4 หุ้นฟื้นตัวจากอุตสาหกรรม บางครั้งข้อสามกับข้อสี่นี้จะมาพร้อมๆกัน เราต้องแยกให้ออกว่าหุ้นที่ฟื้นจากข้อสี่นี้ ข้อสามเขาได้เปลี่ยนแปลงได้ด้วยหรือเปล่า เพราะไม่อย่างนั้น เวลาขาลงขออุตสาหกรรมอีกรอบ บริษัทอาจจะหันกลับไปตกเหวอีกครั้งก็เป็นได้ การฟื้นตัวในกลุ่มนี้เท่าที่สังเกตเห็น จะมาเป็นรอบๆคล้ายๆหุ้นกลุ่มวัฎจักร แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาขายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะงานขายจะมีความซับซ้อนในซัพพลายเชนมากกว่า หุ้นกลุ่มนี้อาจจะมีสัดส่วนหนึ่งในสามของตลาดไทย สังเกตง่ายๆเขาจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิตและรับจ้างประกอบ ซึ่งมีอำนาจการต่อรองกับคู่ค้าได้น้อย ทำให้หลายๆครั้งรายได้/กำไร ค่อนข้างเหวี่ยงไปตามทิศทางของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจครับ

• ส่วนเทคนิคการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ที่ผมใช้คือ ติดตาม ดมกลิ่น ไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากรายได้/กำไร ของกิจการ ดูความพร้อมในการฟื้นตัวของเขา(โดยเฉพาะเรื่องเงิน) มองหาสาเหตุการฟื้นตัวให้เจอ แล้วทำการวิเคราะห์เหตุนั้นๆว่าจะส่งผลต่อพื้นฐานระยะยาวมากน้อยเพียงใด เพื่อทำการประเมินมูลค่าใหม่อีกครั้ง แต่ถ้ายังไม่เจอจุดกลับตัวของธุรกิจกลุ่มนี้….จงอย่าซื้อ ให้ซื้อเมื่อเจอจุดกลับตัวแล้วเท่านั้น และทะยอยซื้อตามข้อมูลใหม่ที่เราได้รับมา มั่นใจน้อย ความเสี่ยงมาก ก็ซื้อน้อย ถ้า เรามั่นใจมากขึ้น เพราะความเสี่ยงน้อยลง เราก็ซื้อมากขึ้น ส่วนจุดที่ควรขาย คือ เมื่อปัญหาคลี่คลาย รายได้/กำไร ฟื้นตัว จนนายตลาดรับรู้แล้ว…..แต่…..บางครั้ง ถ้าเราโชคดี เจอหุ้นฟื้นตัวที่มีการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ และเขามีความพร้อม สามารถกลับกลายเป็นหุ้นเติบโตในอนาคต……ผมว่าให้เก็บหุ้นใส่เซฟไว้เลยครับ อย่ารีบขายเมื่อตลาดรับรู้เรื่องฟื้นตัว เพราะตลาดอาจจะยังมองไม่เห็นศักยภาพที่แท้จริงของเขา ที่เขาสามารถจะเติบโตในอนาคต

– Catalystในหุ้นกลุ่มนี้คือ การฟื้นตัวของธุรกิจ
– Riskในหุ้นกลุ่มนี้คือ การฟื้นตัวที่ไม่จีรังเป็นการฟื้นตัวชั่วครั้งชั่วคราว

6. กลุ่มทรัพย์สินมาก (Asset plays)

กลุ่มนี้ชื่อค่อนข้างชัดเจน และการวิเคราะห์ใช้เพียงปัจจัยเชิงปริมาณ(งบการเงิน)เพียงอย่างเดียว วิธีง่ายๆของหุ้นกลุ่มนี้คือ จงมองหาหุ้น PBVต่ำๆ และไปขายเมื่อนายตลาดเริ่มมาสนใจมัน หรือที่เจอบ่อยๆในตลาดเราก็เรื่องทรัพย์สินแฝง คือทรัพย์สินแฝงที่อยู่ในรูปที่ดินเปล่า ที่ถูกบันทึกราคาทุนไว้เมื่อยี่สิบ สามสิบปีที่แล้ว ถ้ามีการขายที่ดินนั้นออกไป บางครั้งกำไรจากการขายที่ดิน มีมูลค่ามากกว่ามาร์เก็ตแคปของตลาดเสียอีก ข้อเสียของหุ้นกลุ่มนี้คือ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ทรัพย์สินแฝงนั้นจะถูกปลดล๊อคเมื่อไหร่ 1ปี 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ซึ่งยิ่งนานวัน ยิ่งทำให้ผลตอบแทนที่เราได้มานั้นลดน้อยลงไป
– Catalystสำหรับหุ้นกลุ่มนี้คือ มีเบาะนิ่มๆไว้รองรับ ไม่ให้หุ้นเราตกจากที่สูง และถ้าเขาปลดล๊อคเมื่อไหร่ เราก็ได้ขึ้นลิฟต์ไปกับเขาด้วย
– Riskในกลุ่มนี้คือ เราไม่สามารถไปทำอะไรกับผู้บริหารได้ ถ้าเขาไม่คายทรัพย์สินนั้นออกมา เราก็จะถูกขังอยู่ในลิฟท์ที่ไม่ลงแต่ไม่ขึ้น

7 ๘ และ เก้า
• หุ้นสามกลุ่มพิเศษที่ผมตั้งขึ้นมาประกอบการพิจารณาส่วนตัว ประกอบด้วย หุ้นการเมือง/หุ้นปั่นแปะ และ หุ้นกลุ่มพิเศษ

• เราต้องยอมรับอยู่อย่างว่า วัฒนธรรมที่ไม่ดีอย่างหนึ่งในประเทศเราคือเรื่อง คอรัปชั่น และ การมีสิทธิพิเศษ ของนักการเมือง ทำให้หุ้นบางตัวในตลาดของเรา ที่เป็นหุ้นพื้นฐาน มี ขอบเขตคูเมืองที่ชัดเจน แต่กลับกลายไม่เป็นที่นิยมชมชอบของนักลงทุน เพราะอาจจะเนื่องด้วยโครงสร้างที่ต้องพึ่งพิงสัญญา หรือ สัมปทานจากภาครัฐ ทำให้มักจะมีมือที่มองไม่เห็นส่งบางท่านมาเป็นกรรมการ หรือ มักจะมีใครที่ท่านรู้ๆกันอยู่ แต่ห้ามเอ่ยนาม มาเป็นคนคอยบงการที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับสัญญาสัมปทาน หรือ ถ้าพูดถึงบริษัทนี้ เราจะนึกเห็นหน้านักการเมืองคนนั้นๆลอยเด่นเป็นสง่าเหมือนเทพเจ้าคุ้มครองบริษัทนั้นเลยทีเดียว ถ้าบริษัทใดในตลาด มีความสัมพันธ์อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น ผมจะแยกกลุ่มนี้ออกมาเป็นกลุ่มหุ้นการเมือง ที่มีความเสี่ยงที่เราอาจจะมองไม่เห็นในปัจจุบัน….(แต่อนาคตอาจจะสามารถทำให้บ.นี้เจ๊งได้….ฮา.)……..ยังไงถ้าเจอะเจอหุ้นประเภทนี้ ผมว่าคิดเผื่อความเสี่ยงและทางหนีทีไล่ไว้ด้วยก็ดีนะครับ

• หุ้นกลุ่มต่อไปที่ผมแนะให้หลีกเลี่ยงคือ หุ้นปั่นแปะ ตลาดบ้านเรามีทั้งขาประจำที่ดูแลราคาหุ้น หรือ การประคองราคาให้อยู่ในกรอปที่ต้องการ หุ้นประเภทนี้ผมถือว่าไม่เข้าข่ายหุ้นปั่น หุ้นที่เข้าข่ายหุ้นปั่นแปะในสายตาผมคือ
– เป็นหุ้นที่มีการขายสตอรี่ พื้นฐานในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี
– เป็นหุ้นที่เจ้ามือ และ เจ้าของกิจการ เป็นคนๆเดียวกัน หรือ ถ้าเป็นคนละคนก็เป็นเพื่อนสนิทประเภทร่วมธุรกิจนอกตลาดประเภทนี้กันมาหลายรอบแล้ว

• โอกาสที่นักลงทุนแนว VI จะพลาด ก็อาจจะพลาดตรงเรามองเห็นว่าเขามีโอกาสเป็นหุ้นฟื้นตัว หรือ หุ้นทรัพย์สินมากที่มีโอกาสจะปลดล๊อคทรัพย์สินก้อนนี้ หรือผู้บริหารพยายามขายฝันว่าจะกลายเป็นหุ้นเติบโตที่ดีในอนาคต………..ประเด็นตรงนี้ ผมมองว่า ถ้าเราไม่โลภจนเกินไป มองตามความเป็นจริง รอให้ธุรกิจเขาเคลียร์สักพักหนึ่งก่อนค่อยเข้าไปลงทุนก็ยังไม่สายครับ

หุ้นกลุ่มพิเศษในความหมายผม หมายถึงหุ้นที่มีความอ่อนไหวเฉพาะเรื่องราวในช่วงนั้นๆ หุ้นกลุ่มนี้เอาไว้ติดตามดมกลิ่นทั้งในแง่บวกและลบ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่มีกีฬาสีของนักการเมือง หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จะเข้าข่ายกลุ่มนี้ และผมจะประเมิน PE ปรกติที่ต่ำลง หรือ ช่วงที่มีข่าวเรื่อง 3G มาเป็นระยะๆ ช่วงที่มีการประมูลรถไฟฟ้าสายต่างๆ ช่วงที่จะมีการประมูลโรงไฟฟ้า spp ข่าวประเภทนี้จะมีผลผลักดันราคาหุ้นในบางตัวให้มีราคาสูงขึ้น เป็นต้น หุ้นในกลุ่มนี้ผมจะไว้ในลิสท์เพื่อจะที่บางครั้งอาจจะหาค่าขนมในยามว่าง….เท่านั้นนะครับ แต่อย่าคิดเชียวนะครับว่า….จะเอาหุ้นกลุ่มนี้เป็นอาหารจานหลัก….เพราะท่านอาจจะเหลือเงิน ได้กินแต่ของหวานก็ได้ครับ ฮา.

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (7) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
641
[คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (6) นริศ จิระวงศ์ประภา http://blog.setinsight.net/2015/03/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a8-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2-6/ Fri, 20 Mar 2015 09:30:44 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=639 เกาะที่หนึ่ง วิธีการค้นหาหุ้นในแบบต่างๆ วิธีการเลือกหาหุ้นที่จะลงทุน ก็มีอยู่หลายแนวทาง แต่ที่ผมใช้บริการอยู่เป็นประจำจะมีอยู่สองแนวทางคือ 1.การหาหุ้นจากบนลงล่าง 2.การหาหุ้นจากล่างขึ้นบน 1. การหาหุ้นจากบนลงล่าง • เป็นการมองจากภาพใหญ่ๆ แล้ววิเคราะห์ว่าเมื่อมีเหตุนี้เกิดขึ้น จะเกิดผลตามมาอย่างไรบ้าง โดยผมจะมองเป็นสามทิศทางดังนี้...

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (6) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
เกาะที่หนึ่ง วิธีการค้นหาหุ้นในแบบต่างๆ

วิธีการเลือกหาหุ้นที่จะลงทุน ก็มีอยู่หลายแนวทาง แต่ที่ผมใช้บริการอยู่เป็นประจำจะมีอยู่สองแนวทางคือ
1.การหาหุ้นจากบนลงล่าง
2.การหาหุ้นจากล่างขึ้นบน

1. การหาหุ้นจากบนลงล่าง

• เป็นการมองจากภาพใหญ่ๆ แล้ววิเคราะห์ว่าเมื่อมีเหตุนี้เกิดขึ้น จะเกิดผลตามมาอย่างไรบ้าง โดยผมจะมองเป็นสามทิศทางดังนี้

A มองจากสภาพพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไป
• สิ่งนี้จะไปส่งผลทำให้เกิดเทรนและเมกะเทรนในอนาคต เช่น ขณะนี้ช่วงประชากรที่ได้เกิดในประเทศไทยส่วนมากกำลังเคลื่อนไปสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งนี้ได้บ่งบอกถึงพฤติกรรมของคนไทยไปอีก 10-2 0ปีข้างหน้าว่า

1.คนกลุ่มนี้จะมีการใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพมากกว่าเดิม
2.คนกลุ่มนี้ต้องการหาสิ่งที่ตอบสนองความสุขในวัยเกษียณ เป็นต้น หรือ ในเรื่องการติดต่อสื่อสารในยุคอนาคตที่นิวมีเดียกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น จะไปส่งผลถึง
1.ความต้องการในเรื่องฮาร์ดแวร์ที่ตอบสนองความต้องการในเรื่องนี้ (โอกาสของผู้ผลิตและขาย)
2.ส่งผลถึงเรื่องความต้องการความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร (โอกาสของผู้ให้บริการ wire&wireless)
3.ส่งผลไปยังแทรฟฟิกทางด้านสายตา (eyeball)มากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสื่อที่ต้องปรับตัว(โอกาสของผู้บริการโฆษณา)เป็นต้น โดยปรกติ การค้นหาหุ้นในเชิงพฤติกรรมของผมนี้ เป้าหมายของผมคือหา หุ้นเติบโต ครับ

“วิธีนี้ต้องอาศัยการฝึกมองภาพใหญ่ๆของเศรษฐกิจว่า ในช่วงอนาคต1ปี 3ปี 5ปี ข้างหน้านี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่จะกลายเป็นเทรน หรือเมกะเทรนในอนาคต เพื่อที่ มองหาอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะเติบโตสูงในอนาคต การฝึกมองบ่อยๆครั้งจะทำให้เราคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรมคนได้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ”

B มองจากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

• ด้วยธรรมชาติของธุรกิจมักจะมีสินค้าทดแทนหมุนเวียนเกิดๆดับๆเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การค้นหามุมมองหุ้นในประเภทนี้ อาจจะหาได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ ที่มักจะกล่าวถึง ธุรกิจใดฟุบ ธุรกิจใดฟื้น ในช่วงที่ผ่านมาและที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจจะได้เห็นข่าวที่ผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์ว่าแนวโน้มธุรกิจจะเป็นอย่างไร หรืออาจจะรู้จาก opportunity day หรือ 56-1 ก็เป็นได้ ข้อสังเกตในเรื่องการฟื้นของอุตสาหกรรมทั้งกลุ่มคือ ผู้บริหารแต่ละบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันจะพูดไปในทิศทางบวกคล้ายๆกัน เป้าหมายผมที่มองการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมนี้เพื่อค้นหา หุ้นฟื้นตัว และ หุ้นวัฎจักร ครับ

ข้อสังเกตเพิ่มเติม
– เราต้องมองหาอุตสาหกรรมใดที่ตกต่ำมานานหลายปี เมื่อพูดถึงหุ้นกลุ่มนี้ มักจะมีเสียงบ่น..ตามมา แต่มีสัญญาณที่จะฟื้นตัวจากการถดถอยในช่วงที่ผ่านมา เพื่อที่จะมองหาหุ้นกลุ่มฟื้นตัว
– มองภาพใหญ่ๆ ค้นหาธุรกิจโภคภัณฑ์ในแต่ละประเภท ที่ตกต่ำมายาวนาน มองหาตัวจุดประกาย หรือ ตัวเร่งปฎิกิริยาที่จะดึงบริษัทกลุ่มนี้ขึ้นมาจากหลุม และจงมองหาหาบริษัทที่เตรียมพร้อมในโอกาสที่จะมาถึง

C มองสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มไปในทิศทางใด

• ผมมองภาพใหญ่ๆนี้ จะเป็นการประเมินภาพเศรษฐกิจอย่างคร่าวๆเพื่อความระแวดระวังในผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือน 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าหุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นค่อนข้างอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจ ผลกระทบที่ผมพิจารณาในเรื่องมีสองเรื่องคือ

1. เรื่องผลกระทบต่อ “ต้นทุน” บริษัท ที่เราจะลงทุน จะต้องดูในเรื่องต่างๆดังนี้
– ทิศทางของดอกเบี้ยเงินกู้/เงินฝาก(ดูทิศทางจากดอกเบี้ยอ้างอิง) โดยจะประเมินความเป็นไปได้ว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยปีนี้จะขึ้นหรือลงเท่าใด และจะกระทบกับต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทที่เราดูอยู่มากน้อยเพียงใด
– สภาวะค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า กำหนดพอคร่าวๆให้เห็นทิศทางของโอกาส/ผลกระทบ และนโยบายของบริษัท
– ต้นทุนของวัตถุดิบและต้นทุนการดำเนินงานว่ามีแนวโน้มจะไปในทิศทางใด มากน้อยเพียงใด โดยดูว่าบริษัทที่เราสนใจมีค่าใช้จ่ายส่วนใดเป็นส่วนใหญ่ และค่าใช้จ่ายส่วนนั้นมีแนวโน้นจะขึ้นหรือลงมากน้อยเพียงใด บริษัทจะมีการปรับตัวอย่างไร และคู่แข่งเป็นเช่นไร

• ปัจจัยทั้งสามในเรื่องผลกระทบต่อต้นทุน ผมมักจะมองล่วงหน้าสั้นๆประมาณ1ปี และถ้ามีความกังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษ ซึ่งคิดว่าน่าจะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่องบการเงิน ผมมักจะนำคำถามนั้นเข้าไปถามผู้บริหารในวันประชุมผู้ถือหุ้น หรือ เมื่อมีโอกาสได้พบเจอครับ

2. เรื่องผลกระทบต่อ “เงินในกระเป๋าของลูกค้า” ถ้าบริษัทที่เราจะลงทุน ค่อนข้างอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจหรือดัชดีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศหรือปัจจัยบางเรื่องที่กระทบความรู้สึกลูกค้าโดยตรง หน้าที่เราก็ต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจและผลกระทบที่จะเกิดกับลูกค้าในปีนั้นๆประกอบ เช่นถ้ากลุ่มการท่องเที่ยว เราก็ต้องติดตามแนวโน้มกีฬาสีในประเทศ และสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปที่เป็นลูกค้าหลัก หรือถ้าเรื่อง บ้านเพื่อที่อยู่อาศัย เราก็ต้องติดตามสภาพเศรษฐกิจของบ้านเราเอง ส่วนถ้าเราลงทุนในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มลูกค้าของบริษัทคือ นักลงทุนต่างชาติที่มาเปิดโรงงานในไทย เราก็ต้องรู้คร่าวๆถึงการขยายตัวของลูกค้าและแนวโน้มการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก การมองภาพใหญ่ๆในเรื่องนี้ จะคล้ายๆกับการเดา แต่จะเป็นการคาดเดาด้วยฐานข้อมูลที่มี และผมไม่ได้ต้องการภาพที่คมชัด หรืออะไรที่ต้องชัดเจน ผมเพียงต้องการรู้ตำแหน่งของบริษัทที่เราจะลงทุนอยู่ในตอนนี้ และทิศทางที่เขากำลังจะเป็นในอีก3เดือน 6เดือน หรือ1ปีข้างหน้าอย่างคร่าวๆ……

แต่ในบางกลุ่มธุรกิจที่มีธรรมชาติของเขาเองค่อนข้างแข็งแกร่ง หรือตัวธุรกิจบางแห่งที่มีการกระจายสินค้า/บริการได้อย่างเหมาะสมแล้ว ผลกระทบเรื่องดังกล่าวต่อตัวุรกิจ อาจจะไม่มีนัยยะสำคัญสักเท่าไหร่

• พอเราได้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราคิดว่าใช่แล้ว เราจึงมาค้นหาบริษัทที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากอุตสาหกรรมที่เราคัดเลือกมา โดยถามคำถามห้าข้อดังต่อไปนี้

1. ดูว่าเขาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆหรือไม่
2. ดูข้อจำกัดของเขาว่าเขาพร้อมที่จะเติบโตไปกับกลุ่มอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด
3. พิจารณาว่า ผู้บริหารมีความขยัน(มีไฟ)พร้อมที่จะเหนื่อยหรือไม่
4. พิจารณาว่า ผู้บริหารมีความรอบรู้ เตรียมพร้อมที่จะพาองค์กรบินขึ้นฟ้าในครั้งนี้หรือไม่
5. พิจารณาว่า ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์ หรือ ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ผ่านทางมูลค่าหุ้นในตลาดหรือเปล่า

2. การหาหุ้นจากล่างขึ้นบน

• เป็นการมองจากภาพหรือจิ๊กซอว์เล็กๆที่เราพบเจอว่าน่าสนใจ ให้ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำการศึกษาต่อในภาพรวมว่าหุ้นตัวนี้น่าสนใจเพียงใด โดยจิ๊กซอว์ที่ผมใช้จะเป็นจิ๊กซอว์ง่ายๆที่มีคนสรุปมาให้เราดูอยู่แล้วเช่น PE, PBV, ROE, YIELD, รูปแบบหรือความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจ, การเปรียบเทียบราคาหุ้นที่แพ้ตลาดในช่วง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี, การหาข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์, ข่าวสารทางบริษัท, การดูอารมณ์ของนายตลาด, ลงตลาดสังเกตการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่, ผู้บริหารส่งสัญญาณ, งานวิจัยของโบรกต่างๆ, เครือข่ายกัลยาณมิตร, ศูนย์รวมแหล่งข่าวชั้นยอด

“P/E” (Price/Earnings)

• ผมมีความลังเลอยู่พอสมควรว่าในบทนี้จะกล่าวถึงแค่เรื่องการมองหาหุ้นในมุมมองPE หรือควรมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดในคำว่า PE ควบคู่ไปด้วยเลย สุดท้ายก็ได้บทสรุปว่า พี่พีนี้ช่างมีขอบข่ายที่กว้างใหญ่นัก การที่จะนำมากล่าวในบทนี้นั้น อาจจะทำให้พี่พีน้อยใจก็เป็นได้ บทนี้จึงขอเกริ่นคร่าวๆว่าพี่เขาคืออะไร ทำไมจึงนำมาหาหุ้นได้พอสังเขป ส่วนรายละเอียดในเรื่องต่างๆที่เหลือเช่น

– หุ้นแต่ละตัวทำไมจึงประเมินPEไม่เท่ากัน
– PEเหมาะสมในแต่ละตัวดูจากอะไร
– หุ้นกลุ่มไหนPEเป็นพิษ
– PEที่ดี และPEไม่ดี เป็นอย่างไร

• จะนำไปกล่าวในบทพี่พี(PE)กันอีกครั้งหนึ่ง

• การหาหุ้นในวิธีนี้ ช่างจะง่ายดายแบบกำปั้นทุบดิน เพราะด้วยเหตุผลที่เรารู้ๆอยู่แล้วว่าคำว่า PE เป็นตัวย่อที่แปลว่า ราคาหุ้นต่อกำไร(ของบริษัท) เช่นราคาหุ้นA=2บาทต่อหุ้น บริษัทมีกำไรต่อหุ้น(EPS)0.4บาท หมายความว่าหุ้นAมีPE 2/0.4คือ 5เท่า ส่วนบางคนก็อาจจะเอาค่ามาร์เก็ตแคป(เป็นค่าที่มาจากเอาราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นทั้งหมดจึงมีความหมายเดียวกันว่าเราสามารถซื้อทั้งบริษัทได้ในราคานั้น)มาคำนวณเลยก็ได้ ค่านี้จะมีแสดงใน www.settrade.com โดยเอามาร์เก็ตแคปตั้งหารด้วยกำไรสุทธิของบริษัท เช่นบริษัทAมีมาร์เก็ตแคป 5000ล้าน มีกำไรสุทธิ1000ล้าน เท่ากับ5000/1000=5เท่า

• ความง่ายของกำปั้นทุบดินคือมันง่ายจริงๆ เพียงแต่ท่านซื้อหนังสือพิมพ์หุ้นมาสักฉบับ ดู PE ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ คัดเลือกหุ้นที่มี PE ต่ำสุดมาสัก 30 อันดับ แล้วนำมาคัดกรองหาเพชรในก้อนกรวดต่อไป จุดแข็งในเรื่องง่ายๆนี้ก็คือ หุ้นที่เราเจอมีฐานPEที่ต่ำอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตกำไรเขาสามารถโตได้ต่อเนื่องและนายตลาดประเมิน PE ที่เหมาะสมเขาสูงขึ้น ราคาหุ้นก็เพิ่มเป็นสองต่อจากกำไรที่เพิ่มขึ้นและPEนายตลาดประเมินให้สูงขึ้น อย่าไปคิดว่าวีธีนี้ง่ายเกินไป เล่นหุ้นหมูขนาดนี้ ก็รวยกันไปหมดแล้ว……ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมวิธีการง่ายๆเช่นนี้ จึงยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่เสมอๆ ผมรู้แต่เพียงว่าถ้าผมเริ่มตื้อในการค้นหาหุ้นเมื่อไหร่ผมจะลองหันมาใช้วิธีนี้ และมักจะเจออะไรๆที่เซอร์ไพร์สเสมอๆครับ

“P/BV” (Price/Book value)

• P/BV หรือ ราคาหุ้นต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชี BVคือส่วนของผู้ถือหุ้นหรือคือมูลค่าหุ้นตามการบัญทึกบัญชี แต่ในบทนี้เรายังจะไม่พูดถึงรายละเอียดของBVจนเกินไปเช่นเดียวกับPEนะครับ เราค่อยไปพูดคุยทำความรู้จักBVกันอีกครั้งหนึ่ง

• การคัดเลือกหุ้นแบบsimple simple โดยP/BV ถ้าเราแปลตามตัวอักษร จะเห็นว่าถ้าเรายิ่งสามารถซื้อหุ้นในราคาP/BVที่ต่ำเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น วิธีการคัดหุ้นวิธีนี้ก็เพียงง่ายๆเหมือนเดิมเพียงแต่ท่านไปซื้อหนังสือพิมพ์หุ้น ทำการไล่เรียงและคัดเลือกหุ้นที่มีP/BVต่ำสุด(บางตัวท่านอาจจะเห็นเพียง0.2 ซึ่งหมายความว่าท่านซื้อของ1บาทในราคายี่สิบสตางค์)แล้วนำมาคัดกรองหาหุ้นที่มีโอกาสดีๆในอนาคตต่อไป หุ้นดีที่ผมมักจะเจอในการคัดเลือกวิธีนี้คือ หุ้นกลุ่มเทริ์นอะราวด์,หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมากและหุ้นกลุ่มวัฎจักรครับ

• แต่ช้าก่อนหุ้นที่P/BVต่ำๆถึงแม้จะเป็นจุดแข็ง แต่ในจุดแข็งก็มีจุดอ่อนที่แฝงอยู่เช่นกัน ผมขอฝากแนวคิดสองเรื่องที่เกี่ยวกับP/BVในโลกของตลาดทุนไว้ประกอบการพิจารณาไว้ดังนี้
– นายตลาดจะมองกำไรมากกว่าราคาบุ๊คแวลู หมายความง่ายๆคือมองEมากกว่าBV ถ้าหุ้นที่เราเจอกำไรไม่กระเตื้อง กำไรสลับขาดทุน นายตลาดให้P/BVที่ถูก ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความถูกของธุรกิจประเภทนี้
-P/BV ที่บ่งบอกว่าหุ้นมีความถูกแพงตามบัญชีเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป แต่นั่นไม่ได้บ่งบอกว่าบริษัทนั้นๆประกอบกิจการมีกำไรหรือขาดทุน เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าท่านไปเจอหุ้นที่มีP/BV=0.01แล้วจะไม่มีโอกาสขาดทุนนะครับ

“ROE”(Return On Equity)

• ROE คือ ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือแปลแบบบ้านๆ ค่านี้คือค่าที่บอกผลตอบแทนของเงินลงทุนของเรานั่นเอง ค่านี้หาได้จากการเอากำไรสุทธิตั้งหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เช่นบริษัทAมีกำไร200ล้าน มีส่วนทุนต้นปีอยู่ที่900ล้าน มีส่วนทุนปลายปีอยู่ที่1100ล้าน(เฉลี่ยส่วนทุนเท่ากับ1000ล้าน)=200/1000คิดเป็นเปอร์เซนต์=20เปอร์เซนต์ เป็นต้น และถ้าเรามีทางให้เลือกเช่น ถ้าบริษัทAมีROEอยู่ที่20เปอร์เซนต์ บริษัทBมีROEอยู่10เปอร์เซนต์ สมมุติว่าปัจจัยอื่นๆเหมือนกันทุกอย่าง เราต้องเลือกบริษัทAเข้าพอร์ต เพราะมีค่าROEที่สูงกว่านั่นเอง

• วิธีที่สามในการหาหุ้นเพื่อไปคัดกรองต่อคือการเลือกบริษัทที่มีROEสูงที่สุดในตลาด โดยดูค่าROEได้จากไฟล์พี่ครรชิต ไพศาล ใน www.thaivi.org มาเรียงลำดับแล้วเลือกนำมาวิเคราะห์กิจการในด้านอื่นต่อไป

• ข้อควรระวังในการกรองหุ้นที่มีROEสูงมีดังต่อไปนี้
1. ผลตอบแทนที่บ่งบอกของบริษัท ไม่ได้บ่งบอกถึงที่มาของกำไร เราควรปรับกำไรที่ไม่ปรกติ(คือกำไร/ขาดทุน พิเศษที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว)ออกจากงบการเงินเสียก่อน
2. ไม่ควรใช้ค่าROEในกลุ่มธุรกิจที่รายได้/กำไร ไม่สม่ำเสมอ และรวมไปถึงหุ้นในกลุ่มวัฎจักร หรือถ้าอยากจะใช้จริงๆ ก็ควรเป็นค่าเฉลี่ยในระยะยาว ตั้งแต่ช่วงที่ตกต่ำจนถึงช่วงที่บูมสุดๆ
3. ค่าROEบ่งบอกถึงผลตอบแทนที่เราได้ แต่ไม่ได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำกำไรของบริษัท บริษัทสามารถเพิ่มROEได้จากการกู้เงินมาลงทุนในสัดส่วนที่สูง(เพราะใช้เงินลงทุนมาจากการกู้) บริษัทที่มีการกู้มาลงทุนจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทที่ไม่ได้กู้มาลงทุน เราในฐานะนักลงทุนจึงควรมองค่าROA(Return On Asset)ประกอบด้วยอีกทางหนึ่ง
4. เมื่อได้ค่าROEในปีนั้นๆแล้วไม่ควรจะปักใจเชื่อ เราควรดูค่าROEย้อนหลังหลายๆปี ถ้าเราเจอธุรกิจที่มีROEทรงตัวในระดับสูงๆ(เกิน20เปอร์เซนต์)อย่างต่อเนื่องบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรที่มีขอบข่ายคูเมืองระดับหนึ่งทีเดียว

“YIELD”(เงินปันผล)

• วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆอีกวิธีที่ดูได้ทางหนังสือพิมพ์ ในช่องของเงินปันผลที่โชว์เป็นเปอร์เซนต์ ให้ทำการคัดเลือกบริษัทที่จ่ายปันผลเกิน10เปอร์เซนต์ในปีที่ผ่านมา และทำการศึกษาว่าในอดีตบริษัทนี้มีการปันผลเฉลี่ยให้ผู้ถือหุ้นกี่เปอร์เซนต์ของกำไรสุทธิ แล้วนำหุ้นที่ได้มาประเมินกำไรในปีปัจจุบันว่าเขาน่าจะมีกำไรที่เท่าไหร่ และจะปันผลที่เท่าไหร่

• ประสบการณ์ที่ผมเจอแทบทุกปีคือ ยังมีหุ้นที่ตัวเล็กๆ กำไรสม่ำเสมอ ปันผลเกือบๆ10เปอร์เซนต์ให้เห็นอยู่ เพียงแต่หุ้นประเภทนี้ส่วนมากจะเป็นหุ้นโตช้า จึงไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับคนที่หวังผลตอบแทนที่สูงเกิน15เปอร์เซนต์ครับ

 “รูปแบบหรือความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจ”

• การมองในส่วนนี้จะเป็นการมองรูปแบบของธุรกิจว่าเขามีลักษณะพิเศษที่จะมีขอบข่ายคูเมืองป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาในธุรกิจได้อย่างไร ตัวอย่างธุรกิจประเภทนี้เช่น
– การปรับปรุงระบบการบดของโรงปูนและเหมือง=LVT
– ธุรกิจรับซื้อเช็คในเครือเดียวกันเอง=DM
– ธุรกิจผลิตหัวสว่านปลายเพชร=HTECH
– ธุรกิจทำสื่อช่องทีวีดาวเทียม=NBC
– ธุรกิจปิดป้องความเสี่ยงโดยการทำข้อตกลงร่วมพลังงานทดแทน=UAC
– ธุรกิจผลิตเลนซ์สายตา=TOG เป็นต้น

• การหาหุ้นในช่องทางนี้ ต้องทำการศึกษาอ่าน56-1 ใน www.set.or.th
• ส่วนมากธุรกิจกลุ่มนี้จะเป็น niche market หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง ไม่ใช่ผลิตเพื่อตอบสนองคนหมู่มาก จึงมักจะเจอหุ้นประเภทนี้ส่วนมากในตลาด MAI การยกตัวอย่างหุ้นดังกล่าวของผม ไม่ได้ต้องการสื่อว่าบริษัทดังกล่าวดีหรือไม่ดี แต่ต้องการสื่อว่า เราควรหมั่นสังเกตดูรูปแบบของธุรกิจประเภทต่างๆ เพื่อศึกษารูปแบบธุรกิจที่มีขอบข่ายคูเมืองในประเภทต่างๆครับ

การเปรียบเทียบราคาหุ้นที่แพ้ตลาดในช่วง3เดือน 6เดือน 1ปี
วิธีนี้ง่ายๆเพียงเปิดหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันจันทร์ ทำการคัดลอกรายชื่อหุ้นที่ราคาหุ้นขึ้นน้อยกว่าตลาดในช่วงระยะเวลา3เดือน 6เดือน 1ปี ที่มากที่สุด20-30อันดับออกมา เพื่อทำการพิจารณาพื้นฐานในวิธีอื่นต่อไป การหาหุ้นในแนวทางนี้ เราอาจจะเจอหุ้นที่ถูกตอบสนองภาพที่เลวร้ายเกินเหตุด้วยอารมณ์นักลงทุนระยะสั้น หน้าที่เราคือให้มองข้ามผ่านสิ่งที่เลวร้ายชั่วคราวนี้ไป และประเมินมูลค่าของกิจการในระยะยาวออกมาเพื่อทำการเปรียบเทียบกับราคาในตลาด ถ้าจะกล่าวถึงวิธีนี้น่าจะไปใกล้เคียงกับคำหนึ่งที่วอเรนมักจะกล่าวอยู่เสมอคือ “จงลงทุนสวนกระแสอย่างคัดสรร”นั่นเอง

การข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
สื่อที่เราอ่านผ่านในแต่ละวัน จะมีทั้ง ข่าวดี ข่าวไม่ดี ข้อคิดเห็น คำเตือน ของผู้บริหารในบริษัทต่างๆ หน้าที่เราคือ จับประเด็นที่ผู้บริหารให้ข่าวมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ด้วยเหตุและผล มีหุ้นหลายๆตัวผมได้จุดประกายจากข่าวประเภทนี้ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจ แต่ก็มีอีกหลายตัวที่ผมเห็นผู้บริหารทำไม่ได้อย่างที่ตนเองเคยกล่าวไว้ หน้าที่เราคือเมื่อฟังแล้วต้องนำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ และ ค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าสงสัยในรายละเอียดของข่าวว่าผู้บริหารให้ข่าวนั้นจริงหรือเปล่า ก็ให้โทรไปสอบถามIRของบริษัทนั้นๆอีกครั้งหนึ่งครับ

ข่าวสารทางบริษัท
ข่าวสารที่ผมคิดว่านักลงทุนจะต้องติดตามคือ
1. รายงาน56-1ของทางบริษัท ซึ่งดูได้จากเวป www.set.or.th
2. รายงานประจำปีของทางบริษัท ซึ่งส่วนมากจะหาได้จากในเวปไซด์ของทางบริษัท
3. งานopportunity day ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์จัดเป็นประจำทุกไตรมาส

การดูอารมณ์ของนายตลาด
อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่า อารมณ์ของนักลงทุนในบางครั้งรุนแรงจนกระทั่งทำให้การซื้อขายไม่มีเหตุผล หน้าที่เราคือมองหาหุ้นที่นักลงทุนเบื่อหน่าย หรือเบือนหน้าหนีเวลามีคนพูดถึง เมื่อหุ้นตัวไหนหรือกิจการบริษัทใดไม่มีคนสนใจ ที่ผ่านมีแต่ข่าวร้ายเราต้องยิ่งสนใจ เราควรสนใจพื้นฐานอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า ประเมินมูลค่าของเขาโดยมองข้ามสิ่งที่เลวร้ายในช่วงนี้ ตามติด ดมกลิ่น หาจุดที่เหมาะสมที่จะเข้าไปลงทุน การซื้อลงทุนหุ้นประเภทนี้ส่วนมากความคาดหวังต่ำ ทำให้โอกาสขาดทุนมีค่อนข้างต่ำ จะมีก็แต่ความเสียโอกาสที่จะไปลงทุนในกิจการแห่งอื่นเท่านั้นเอง

ลงตลาดสังเกตการเปลี่ยนแปลง
การหมั่นฝึกมองเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด และการหมั่นฝึกมองอะไรก็ให้โยงไปที่การลงทุน จะทำให้เราพบการเปลี่ยนแปลงของบริษัทต่างๆจากการสังเกตจากสิ่งรอบตัวได้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยฝึกสังเกต และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงนั้นถ้าเกิดที่ปลายทางคือผู้บริโภค นั่นคือ เราสามารถค้นพบการเปลี่ยนแปลงและมีเวลาทำการบ้านในหุ้นตัวนี้ก่อนนักลงทุนท่านอื่นถึง3เดือนก่อนที่งบการเงินจะบ่งบอกในไตรมาสถัดไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
ถ้าเราพบข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่มีโอกาสพลิกโฉมหน้าของบริษัทนั้นๆ หน้าที่เราคือต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงนั้นๆว่ามีผลต่อบริษัทอย่างไรบ้าง ข่าวประเภทที่ต้องสนใจเช่น
– การเปลี่ยนแปลงCEO
– การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารยกชุด
– การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่(อันดับต้นๆ)
– การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโมเดลธุรกิจเดิมไปสู่โมเดลใหม่
– การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการซื้อกิจการอื่นเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม
– การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากรูปแบบการบันทึกบัญชีที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

ผู้บริหารส่งสัญญาณ
สัญญาณที่ผมค่อนข้างจะสนใจเป็นพิเศษมีอยู่สองเรื่องดังนี้
1. สัญญาณการซื้อขายของผู้บริหารในปริมาณที่มากหรือหลายๆท่านมีการซื้อขายไปในทิศทางเดียวกัน
2. สัญญาณที่ผู้บริหารหลายคนออกมาให้ข่าวกับทางสาธารณะบ่อยครั้งและไปในทิศทางเดียวกัน
• เมื่อผมเห็นสัญญาณเหล่านี้ ผมจะนำไปสืบค้นหาเหตุผลที่ผู้บริหารซื้อ/ขายและหาข้อเท็จจริงในข่าวที่ผู้บริหารส่งสัญญาณให้นักลงทุนได้รับรู้
งานวิจัยของโบรกต่างๆ
งานวิจัยและบทความของโบรกต่างๆนั้น บางครั้งเป็นตัวจุดประกายให้เราต้องหันไปมองตัวธุรกิจนั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลายๆบริษัทมีการนัดพบปะกับโบรกเกอร์อย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาสเพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ข้อมูลข่าวสารจึงค่อนข้างอัพเดทกว่านักลงทุนบ้านนอกเช่นผม สำหรับผมเมื่อดูงานวิจัยเหล่านี้ ผมจะเก็บเอาข้อมูลพื้นฐานที่โบรกได้นำเสนอมานั้น มาวิเคราะห์และติดตาม ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่ แต่มูลค่าของกิจการนั้น ผมจะคำนวณของผมเองตามข้อมูลที่ได้มา
เครือข่ายกัลยาณมิตร
หุ้น500ตัวเราคงไม่สามารถไปรู้ลึกได้ทุกตัว วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถพบเจอหุ้นได้มากขึ้นและทำความรู้จักหุ้นตัวนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ การที่เรามีเพื่อนลงทุนที่ดี(แต่ต้องย้ำว่าเพื่อนที่ดี) เพื่อนลงทุนจะช่วยกันค้นหาหุ้น ทำให้หูตาเรากว้างขวางมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาผมประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะ ผมมีเพื่อนและอาจารย์ที่ดีครับ

ศูนย์รวมแหล่งข่าวชั้นยอด
การที่เรามีแหล่งรวมข่าวอยู่ที่เดียวกัน มีข้อมูลย้อนหลังให้เราได้ติดตาม มีนักลงทุนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบริษัทนั้นๆ และถ้าเราสงสัยในเรื่องใด ถามไปก็มีผู้รู้มาตอบคำถาม ที่กล่าวมานั้นคืออยู่ในเวป www.thaivi.org ในส่วนร้อยคนร้อยหุ้น หรือ ห้องกระทิงคุณค่าของคุณ IH เป็นต้น ซึ่งผมคิดว่ามันคือทางลัดที่ดีที่ไว้หาข้อมูลหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเลยนะครับ

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (6) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
639
ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ลดพอร์ต JMART ฮวบ “ใครลุกช้าจ่ายรอบวง” http://blog.setinsight.net/2015/03/%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2/ Sun, 15 Mar 2015 15:40:08 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=732 เพิ่งปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นไปสดๆ ร้อนเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา หุ้น JMART เวลานี้ ดูเหมือนจะใช้คำพูดโบราณของเซียนตลาดหุ้นที่ว่า “ใครลุกช้าจ่ายรอบวง” ได้ดีที่สุด เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึง 6 รายเทขายหุ้นออกมาจนราคาตกรูดมหาราช จากยอดสูงสุด...

The post ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ลดพอร์ต JMART ฮวบ “ใครลุกช้าจ่ายรอบวง” appeared first on SET Insight.

]]>
เพิ่งปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นไปสดๆ ร้อนเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา

หุ้น JMART เวลานี้ ดูเหมือนจะใช้คำพูดโบราณของเซียนตลาดหุ้นที่ว่า “ใครลุกช้าจ่ายรอบวง” ได้ดีที่สุด เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึง 6 รายเทขายหุ้นออกมาจนราคาตกรูดมหาราช จากยอดสูงสุด (ราคาปรับแล้ว) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ 24 บาท ปัจจุบันมาร่อแร่ๆ อยู่แถวๆ 12-13 บาท

แต่ถ้าหากได้ดูการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งต้องบอกด้วยซ้ำไปว่าเป็น “อันดับต้น” ก็คงไม่ต้องมีอะไรแปลกใจเลย เมื่อทุกคนต่างพร้อมใจกันเทขายออกมาอย่างไม่บันยะบันยังเช่นนี้

คล้อยหลังไปเมื่อเพียงครึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้น 6 คนที่ทำการลดพอร์ต JMART อย่างมโหฬาร มีหุ้นในมือรวมกันทั้งสิ้น 226 ล้านหุ้น คิดเป็น 43% ของหุ้นทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาด

แต่เวลานี้ ผู้ถือหุ้นทั้ง 6 คนนั้น ถือหุ้นเหลืออยู่เพียง 144 ล้านหุ้น เรียกว่าลดฮวบลงมากว่า 82 ล้านหุ้น เหลือหุ้นในมือรวมกันเพียง 27% ของหุ้นทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาดเท่านั้น

JMART 1

ที่ต้องน่าจับตาที่สุดก็คือพอร์ตของ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ผู้ซื้อในนามพอร์ตของภรรยา (ทำนองเดียวกับที่ ดร.นิเวศน์ ซื้อ CPALL ในพอร์ตของภรรยา เพาพิลาส เหมวชิรวรากร นั่นเอง) อาจกล่าวได้เลยว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ดร.ไพบูลย์คือผู้สนับสนุน JMART อย่างไม่เป็นทางการรายใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่คนในครอบครัว “สุขุมวิทยา” เลยทีเดียว

แต่หลังจากที่ ดร.นิเวศน์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมหัวจมท้ายกับ JMART มาตั้งแต่โซน 2-3 บาท ได้ล้างพอร์ต JMART ทิ้งไปเมื่อปีที่แล้ว นี่ก็อาจเป็นตัวกระตุ้นบางอย่างให้ ดร.ไพบูลย์ ต้องมาทบทวนการถือครอง JMART อยู่ว่า ยังเป็นหุ้นเติบโตอีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากผลประกอบการในปีล่าสุด ที่แม้จะรายงานมีกำไร แต่ก็ชะลอตัวลง ซึ่งถ้าเป็นหุ้นอื่นๆ ก็อาจจะแก้ต่างได้ว่า เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจหรือการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น

งบหุ้นตัวนี้จะดีไม่ดีอย่างไร ต้องลองพิจารณากันเอาเองดูได้จากข้อสรุปสนเทศบริษัทจดทะเบียนของทางตลาด

หัวใจของบริษัทอยู่ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ถ้ากำไรและยอดขายยังโตก็แล้วไป แต่ถ้าหมดลมอัดเมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมัน

หัวใจของบริษัทอยู่ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ถ้ากำไรและยอดขายยังโตก็แล้วไป แต่ถ้าหมดลมอัดเมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมัน

นอกเหนือไปจาก ดร.ไพบูลย์แล้ว ยังมีเซียนหุ้น VI ผู้ที่ซื้อ JMART มาตั้งแต่สองสามบาทที่ทะยอยลดพอร์ตในส่วนของหุ้นตัวนี้เช่นเดียวกัน คือ ณภัทร ปัญจคุณาธร และ พีรนาถ โชควัฒน

ยังไม่ต้องนับตัวเจ้าของผู้ก่อตั้งเองที่ทิ้งหุ้นตัวเองผ่าน BIG LOT ราคา 11 บาทไปให้ใครก็ไม่แจ้งเมื่อต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากว่า 60 ล้านหุ้น

นาทีนี้ บอกได้คำเดียวสำหรับ JMART ว่า

“ใครลุกช้าจ่ายรอบวง”

The post ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ลดพอร์ต JMART ฮวบ “ใครลุกช้าจ่ายรอบวง” appeared first on SET Insight.

]]>
732
[คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (11) นริศ จิระวงศ์ประภา http://blog.setinsight.net/2015/03/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a8-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2-11/ Wed, 04 Mar 2015 09:30:33 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=653 เกาะที่สี่ วิธีการมองและกำหนดจุดซื้อตามผลตอบแทนที่เราต้องการ • หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคาดหวังการคำนวณที่ละเอียดสลับซับซ้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนในบทนี้ ผมอยากบอกว่าผมได้ทำลายความฝันของท่านเสียแล้ว เพราะการประเมิน7ปีที่ผ่านมาของผม ยิ่งนานวันผ่านไป วิธีคำนวณมูลค่าของกิจการยิ่งหดสั้นเข้าจากในอดีต• ถ้าผมเข้าข้างตนเองว่าผมไม่ใช่คนขี้เกียจในการคำนวณ(เพราะโดยปรกติ ผมเป็นคนชอบตัวเลข) แต่เป็นเพราะผมได้ไปเจอหนทางลัดในการค้นหามูลค่าของหุ้นเข้าแล้ว หนทางนี้ผมจะเสียเวลาไปกับการศึกษากิจการมากกว่า การคำนวณมูลค่าของมัน...

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (11) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
เกาะที่สี่ วิธีการมองและกำหนดจุดซื้อตามผลตอบแทนที่เราต้องการ
• หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคาดหวังการคำนวณที่ละเอียดสลับซับซ้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนในบทนี้ ผมอยากบอกว่าผมได้ทำลายความฝันของท่านเสียแล้ว เพราะการประเมิน7ปีที่ผ่านมาของผม ยิ่งนานวันผ่านไป วิธีคำนวณมูลค่าของกิจการยิ่งหดสั้นเข้าจากในอดีต• ถ้าผมเข้าข้างตนเองว่าผมไม่ใช่คนขี้เกียจในการคำนวณ(เพราะโดยปรกติ ผมเป็นคนชอบตัวเลข) แต่เป็นเพราะผมได้ไปเจอหนทางลัดในการค้นหามูลค่าของหุ้นเข้าแล้ว หนทางนี้ผมจะเสียเวลาไปกับการศึกษากิจการมากกว่า การคำนวณมูลค่าของมัน แต่ข้อดีของวิธีนี้คืด ถ้าท่านได้เจอธุรกิจที่เข้าข่ายกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ธุรกิจคล้ายๆกันแล้ว นั่นหมายความว่า ท่านจะสามารถเรียนรู้และคำนวณมูลค่าของกิจการได้รวดเร็วมากขึ้นมาก น้ำท่วมทุ่งแล้ว ผมว่าท่านทั้งหลายคงอยากรู้วิธีที่ผมใช้แล้ว เราลองมาดูมาถกกันนะครับ

• การประเมินมูลค่าของกิจการผมแบ่งการประเมินมูลค่าออกเป็นสองแนวทางคือ
1.การประเมินมูลค่า แบบคร่าวๆ ในรูปแบบต่างๆ ผมจะเรียกการประเมินในรูปแบบนี้ว่า “การประเมินแบบพ่อค้า”แล้วกันนะครับ
2.การประเมินมูลค่าแบบมีตัวเลขที่เฉพาะเจาะจง การประเมินในแบบนี้จะเป็น

• “การประเมินแบบไฟแนนเชียล” หรือ การประเมินแบบ DCF นั่นเอง
• 4-5 ปีช่วงหลังที่ผ่านมา ผมใช้วิธีการประเมินแบบพ่อค้ามาโดยตลอด ไม่เคยใช้การประเมินแบบ DCF เลย(ยกเว้นในช่วง1-2ปีแรก) คงด้วยเพราะผมถนัดที่จะเป็นพ่อค้า (ไม่ใช่แม่ค้า) มุกฝืดๆ ฮา. สาเหตุจริงๆคือ การประเมินแบบ DCF นั้นจะต้องใช้ข้อมูลที่มากพอและ เหมาะสมที่จะใช้ในกลุ่มธุรกิจที่เรียบง่าย ไม่เหวี่ยงทั้ง NPM รายได้ และอัตราการเจริญเติบโต ซึ่งค่อนข้างมีข้อจำกัดค่อนข้างมากในการประเมินมูลค่าพอสมควร และที่ผ่านมาผมเคยได้ยินอาจารย์ของผมคือ ดร.นิเวศน์ ที่ได้กล่าวไว้ว่า ท่านก็ไม่ชอบที่จะใช้ และทางอาจารย์ปู่ วอเรน บัฟเฟต์ ก็กล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนตัวผม ที่ผ่านมาจึงไม่ได้มุ่งเน้นที่จะศึกษาเจาะลึกในด้านDCF แต่หันมาใช้วิธีแบบพ่อค้าๆ ที่สามารถประเมินมูลค่าของกิจการได้อย่างคร่าวๆคือ• การประเมินมูลค่าของกิจการแบบพ่อค้า การประเมินในรูปแบบนี้จะมีปัจจัยอยู่สองตัวคือ
1.PE ที่เหมาะสมของกิจการในแต่ละช่วงเวลา
2.กำไรที่เขาจะหาได้ในช่วงเวลานั้นๆ
• โดยที่เราแบ่งกลุ่มธุรกิจ ศึกษารูปแบบธรรมชาติของธุรกิจ ศึกษาปัจจัยเชิงคุณภาพมาเพื่อการนี้ ในสไตล์ผมจะเริ่มจากแยกประเภทกลุ่มธุรกิจเขาออกมาก่อน โดยหุ้น3กลุ่มที่ผมนำมาจับรวมกันเพื่อการประเมินคือ
1.หุ้นโตเร็ว
2.หุ้นพื้นฐาน
3.หุ้นโตช้า

• ธรรมชาติของธุรกิจทั้งสามนี้ ผมจะต้องประเมินกำไรคร่าวๆในอนาคตของเขาให้ออก(เท่าที่เราพอมองออก) เช่น 1ปี 3ปี หรือ 5ปีข้างหน้า และเราต้องประเมินPEคร่าวๆของหุ้นในตัวนั้นๆออกมาโดยพิจารณาจากเรื่องการเติบโตในอนาคตประกอบกับคุณภาพของกิจการ และการคำนวณกำไรในอนาคตจะนำมาจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากข้อมูลในอดีต ซึ่งพอเราได้PEที่เราคิดว่าเหมาะสมและกำไรในอนาคตที่เขาจะหาได้ เมื่อเรานำมาคูณกันเราจะได้มูลค่าคร่าวๆในอีก 1ปี 3ปี 5ปี. ข้างหน้า เมื่อเสร็จแล้ว เราคำนวณกลับมาหาผลตอบแทนที่เราอยากจะได้ จากราคาหุ้น ณ ตอนนั้นๆ หรือมองอีกมุมราคาหุ้น ณ ตอนนั้นก็บอกผลตอบแทนคร่าวๆในอนาคตออกมานั่นเอง
• ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ A ตอนนี้มีราคา 15 บาท ด้วยการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งในตัวธุรกิจ ธุรกิจประเภทนี้เป็นหุ้นเติบโต น่าจะสามารถเติบโตได้มากกว่า10เปอร์เซนต์ต่อปีได้ต่อเนื่องอีก 5 ปีในอนาคต จุดอ่อนของบริษัทนี้ที่ควรเฝ้าติดตามมีเรื่องงบการขยายกิจการ และจุดอิ่มตัวในอีก5ปีข้างหน้า วิเคราะห์อำนาจการต่อรองค่อนข้างสูง สามารถปรับราคาได้ตามราคาต้นทุน และกระจายฐานลูกค้าค่อนข้างดี มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ประเมินรอบด้านแล้ว PE ที่เหมาะสมในปีหน้าควรอยู่ที่ 12 เท่า PE เหมาะสมในอีก 5 ปีข้างหน้าควรอยู่ที่10เท่า(คิดในเชิงปลอดภัย)หรือ12เท่า(คิดในเชิงรุก) EPS ใน4ไตรมาสข้างหน้าคิดว่าได้กำไร2บาทต่อหุ้น ในอีก5ปีข้างหน้าเขาจะมี EPS อยู่ที่ 3.2 บาท(ถ้าโต10เปอร์เซนต์ทบต้นต่อปี) ราคาหุ้นที่เหมาะสมในปีนี้อยู่ที่2คูณ12=24บาทต่อหุ้น และราคาหุ้นอีก 5 ปีข้างหน้าเหมาะสมอยู่ที่ 32-38.4 บาทต่อหุ้น(ถ้าจะยึดค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 35.2 บาทต่อหุ้น) อัพไซด์ของหุ้นตัวนี้อยู่ที่ 60 เปอร์เซนต์ใน1ปีข้างหน้า และเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 18.5 เปอร์เซ็นต์ทบต้นบวกเงินปันผลที่จะได้ในแต่ละปี• ถ้าผลตอบแทนที่คาดหวังนั้นไม่ได้อย่างที่คิด จะมีสาเหตุมาจาก
1.เราประเมินค่าPEที่สูงหรือต่ำเกินไป
2.เราประเมินผลกำไรในอนาคตเขาผิด
ซึ่งความผิดทั้งสองแบบนั้น ถ้าเรามีการฝึกที่สม่ำเสมอ ไม่นานนักเราก็จะสามารถประเมินPEและผลกำไรของธุรกิจได้แม่นยำมากขึ้นตามประสบการณ์ที่สูงขึ้น

• แต่สำหรับกลุ่ม 4 และ 5 คือหุ้นกลุ่มวัฎจักรและหุ้นฟื้นตัว ผมจะใช้วิธีดู P/BV ROE ที่ต่ำเตี้ยติดดินเป็นหลัก และมองภาพใหญ่ๆ หาจุดกลับตัวของอุตสาหกรรมหรือตัวธุรกิจ แล้วทำการเจาะวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณประกอบเพื่อเลือกหุ้นที่จะลงทุน
• แต่จากก่อนหน้านี้ผมได้กล่าวไว้ว่า ถ้าเป็นมือใหม่ควรหลีกห่างจากหุ้นวัฎจักรเพราะการประเมิน PE และกำไรบรรทัดสุดท้ายค่อนข้างยากมาก จากสาเหตุที่ NPM ของธุรกิจประเภทนี้จะเหวี่ยงสูงมากตามความต้องการของสินค้า ทำให้ผมคิดว่าการประเมินมูลค่ากำไรของหุ้นกลุ่มนี้ ให้มองภาพใหญ่ๆและเจาะความต้องการในดีมานต์ซัพพลายให้ออก หาจุดซื้อในตอนอุตสาหกรรมนี้ใกล้ล่มสลายกันเกือบหมด ใช้ปัจจัยเชิงปริมาณค้นหาธุรกิจที่ต้นทุนต่ำที่สุด และพร้อมในโอกาสการขยายกำลังการผลิตที่จะมาถึง การซื้อหุ้นกลุ่มนี้ควรดูค่า P/BV และ ROE เป็นหลักมากกว่าค่าPE และควรจะขายเมื่อมีคนทั่วไปรับรู้ข่าวว่ากลุ่มธุรกิจนี้ฟื้นตัว ประกอบกับโบรกเกอร์และนายตลาดที่ประเมิน PE ให้อย่างสวยหรูโดยคิดว่า กำไรที่ดีในปีนั้นๆของบริษัทจะสามารถรักษาให้คงอยู่ในระดับนี้ได้ตลอดไป ส่วนหุ้นฟื้นตัว จุดที่เลือกซื้อเหมือนกับเลือกซื้อหุ้นวัฎจักร เพราะหุ้นวัฎจักรก็หุ้นฟื้นตัวประเภทหนึ่งที่มีเป็นรอบๆตามธรรมชาติของธุรกิจ แต่หุ้นฟื้นตัวนั้นบางธุรกิจอาจจะกลายร่างเป็นหุ้นเติบโตจากการเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจก็เป็นได้ เราก็ต้องมาประเมินPEของธุรกิจนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่งในมุมมองของการประเมินโดยPEตามวิธีของหุ้นกลุ่มเติบโต

• หุ้นกลุ่มสุดท้าย คือหุ้นทรัพย์สินมาก หุ้นกลุ่มนี้จะพิเศษอยู่ที่ บริษัทได้อมของดีๆไว้โดยการบันทึกทรัพย์สินไม่ตรงกับปัจจุบัน เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดของการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้คือ

1. ประเมินมูลค่าเหมาะสมของธุรกิจเมื่อผู้บริหารยอมปลดล๊อคทรัพย์สินนั้นออกมาจากงบดุลมาหางบกำไรขาดทุน(ถ้าปลดล๊อคจากงบดุลไปงบดุล เท่าที่เห็นตลาดจะไม่ค่อยตอบสนองรับข่าวสักเท่าไหร่)

2. ค้นหาตัวเร่งที่จะทำให้ผู้บริหารกระทำในข้อที่1.
ถ้าเรายังมองไม่ออกในข้อที่2 ผมคิดว่าการซื้อลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ไม่น่าจะได้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีนัก เพราะโดยส่วนมากหุ้นประเภทนี้ในเมืองไทย กลุ่มผู้บริหารถือครองหุ้นในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง(เกิน50เปอร์เซ็นต์) การเทคโอเวอร์ทั้งแบบเป็นมิตรและไม่เป็นมิตร จึงกระทำได้ค่อนข้างยาก การปลดล๊อคในทรัพย์สินจึงอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยใน10ปีข้างหน้า ผลตอบแทนของเราที่ไปคาดหวังในส่วนนี้จึงอาจจะได้แค่ผลตอบแทนที่เขาหากำไรได้ในแต่ละปีเท่านั้นเอง

• ข้อเสริมควรจำ

• “ถ้าเราต้องผลตอบแทนที่สูง เราควรเน้นการลงทุนไปที่หุ้นสามกลุ่มดังนี้”
– หุ้นกลุ่มโตเร็ว
– หุ้นกลุ่มฟื้นตัว
– หุ้นกลุ่มวัฎจักร

***หุ้นทั้งสามกลุ่มนี้ ถ้ามีการลงทุนถูกที่ถูกเวลา เราอาจจะได้ผลตอบแทนมากกว่า1เท่าภายใน1ปี แต่ถ้าราคาขึ้นมารับข่าวแล้ว ความเสี่ยงก็มีสูงมากขึ้นตามราคาหุ้นที่สูงขึ้น (แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้น ณ ตอนนั้นถูกหรือแพง) นักลงทุนที่เข้ามาทีหลัง จงอย่าโลภเกินความรู้ ควรศึกษาธุรกิจอย่างจริงๆจังๆ คำนวณมูลค่าของกิจการให้ออก จึงค่อยตัดสินใจว่าทำการลงทุนในตัวธุรกิจนั้นๆหรือไม่ และที่ราคาเท่าไหร่ (คำนวณจากผลตอบแทนที่อยากจะได้) การเข้ามาลงทุนในช่วงที่ตลาดส่วนมากรับรู้ข่าวแล้วจะต้องใจเย็นและระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าผู้ค้นพบ เพราะถึงแม้ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าเรายังเห็นส่วนต่างราคาที่เหมาะสม มีอีกพอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นในระยะสั้นจะลงไม่ได้ เพราะด้วยที่ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจจะขึ้นมามากแล้ว การปรับฐานราคาอาจจะเกิดขึ้นได้เป็นระยะตามข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ การลงทุนในหุ้นสามกลุ่มนี้ จึงมักมีทั้งคนได้และเสียในช่วงเวลา1-2ปีของราคาหุ้นที่กำลังปรับตัว โดยเฉพาะหุ้นฟื้นตัวและวัฎจักร แต่ถ้าเป็นหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพ ซึ่งมีเวลาเป็นเพื่อน กลยุทธ์การถือครองหุ้นยาวๆไปกับธุรกิจที่เติบโต จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อการลงทุนของเรา***

***หุ้นพื้นฐาน หุ้นกลุ่มนี้จะสามารถเติบโตไปเรื่อยๆตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของธุรกิจสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเอง คนที่ไม่ชอบความเสี่ยงต้องการความมั่นคง ให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ โดยคำนวณผลตอบแทนที่ต้องการเปรียบเทียบกับPEในตลาดและคาดการณ์การเติบโตของเขา ถ้าราคาหุ้นยังแพงก็ให้รอ หาจังหวะซื้อตอนที่ราคาหุ้นถูกเทกระจาดจากนายตลาด ถ้าราคาหุ้นไม่แพงก็ซื้อและถือครอง กำไรที่คาดว่าจะได้ก็มาจากการเติบโตของบริษัทบวกเงินปันผลนั่นเอง***

***หุ้นโตช้าและหุ้นทรัพย์สินมาก ผู้ซื้อหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้ จะต้องมีความอดทนในผลตอบแทนที่อาจจะแพ้ตลาดอยู่เสมอๆในช่วงตลาดที่เป็นขาขึ้น แต่หุ้นกลุ่มนี้จะมีเงินปันผล และ ราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริง เป็นเบาะรองรับเวลาตลาดเป็นหุ้นขาลง ถ้าเรามีความพอเพียงแล้ว จะเกษียณชีวิตด้วยเงินปันผล และจะไม่ได้ติดตามเจาะลึกในผลประกอบการของบริษัท การแบ่งเงินลงทุนมาอยู่ในหุ้นโตช้าที่มีปันผลสูงๆ ก็น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี ที่ปลอดภัยกว่าเราไปลงทุนในหุ้นที่ดี แต่มีPEสูงๆทั้งพอร์ต***

***การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงคุณภาพเพื่อที่จะให้เราสามารถแยกเพชรพลอยออกจากกรวด เพื่อที่จะกำหนดค่าPEในอนาคตได้ว่า ธุรกิจนี้ในอนาคต หนึ่งปี สามปี ห้าปีข้างหน้าควรมีPEอยู่ที่เท่าไหร่***

***การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณ เพื่อที่จะหาผลกำไรในอนาคตของธุรกิจที่เราศึกษา การมองเห็นธรรมชาติของธุรกิจจากปัจจัยเชิงคุณภาพ บวกกับ การเห็นงบการเงิน(ปัจจัยเชิงปริมาณ)ในอดีต ทำให้เราสามารถคำนวณผลกำไรในอนาคตของธุรกิจนี้ได้อย่างคร่าวๆ***

 

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (11) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
653
[คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (10) นริศ จิระวงศ์ประภา http://blog.setinsight.net/2015/03/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a8-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2-10/ Sun, 01 Mar 2015 09:40:30 +0000 http://blog.setinsight.net/?p=650 การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณคือเรื่องที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ตัวเลขที่ต้องทำเพื่อให้เกิดสิ่งที่จับต้องได้ โดยผมจะใช้ปัจจัยเชิงปริมาณ(การวิเคราะห์งบการเงิน) เพื่อประโยชน์อยู่สองอย่างคือ 1. ไว้ดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตของบริษัทนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เช่นรูปแบบของรายได้และกำไรสิบปีที่ผ่านมามีความสม่ำเสมอหรือไม่ เข้าข่ายหุ้นเติบโต หุ้นพื้นฐาน หรือหุ้นวัฎจักร หรือNPM ROEที่ผ่านมาเป็นอย่างไร สม่ำเสมอหรือไม่...

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (10) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณ

การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณคือเรื่องที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ตัวเลขที่ต้องทำเพื่อให้เกิดสิ่งที่จับต้องได้ โดยผมจะใช้ปัจจัยเชิงปริมาณ(การวิเคราะห์งบการเงิน) เพื่อประโยชน์อยู่สองอย่างคือ

1. ไว้ดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตของบริษัทนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เช่นรูปแบบของรายได้และกำไรสิบปีที่ผ่านมามีความสม่ำเสมอหรือไม่ เข้าข่ายหุ้นเติบโต หุ้นพื้นฐาน หรือหุ้นวัฎจักร หรือNPM ROEที่ผ่านมาเป็นอย่างไร สม่ำเสมอหรือไม่ สิ่งนี้บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของกิจการในระยะยาว

2. ไว้คอยตรวจสอบเช็คผลประกอบการในแต่ละไตรมาสว่าตรงตามที่เราจินตนาการหรือประเมินไว้หรือไม่ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตนเองในอดีตและคู่แข่งขันในตลาด หรือมีสัญญาณอะไรบ่งบอกถึงความถดถอยของกิจการหรือเปล่า

• การที่เราจะวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณได้ อย่างน้อยเราก็ต้องมีความรอบรู้ถึงภาษาทางทางบัญชีที่เขาเอาไว้สื่อ ในบทนี้ขั้นต้นผมจึงขออธิบายถึงค่าตัวแปรแต่ละตัวที่ผมได้ใช้ประจำในการลงทุน และการแปรความงบการเงินอย่างคร่าวๆนะครับ

PE(PRICE/EARNINGS)

• PE หรือ ราคา(ต่อหุ้น)/กำไร(ต่อหุ้น) เช่นราคาหุ้นในตลาดอยู่ที่5บาท กำไร4ไตรมาสย้อนหลัง(EPS)อยู่ที่1.0บาทต่อหุ้นแสดงว่าPEตัวนี้อยู่ที่5/1.0คือ5เท่า และด้วยตามทฤษฎี ถ้าเราถือหุ้นPE=5เท่า หมายความว่าเราจะคืนทุนจากการเป็นเจ้าของกิจการนี้ภาย5ปี หรือจะคิดแปลงเป็นเปอร์เซนต์= 1/5 * 100 = ผลตอบแทนที่20เปอร์เซนต์ต่อปีนั่นเอง ซึ่งดูเป็นอะไรที่ง่ายมาก หน้าที่เราเพียงเลือกลงทุนในกิจการที่PEต่ำๆ เราก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงๆแล้ว…….แต่ช้าก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป ขอบอกก่อนว่าEที่แสดงให้เราเห็นในหนังสือพิมพ์และเวปต่างๆนั้น คือผลกำไร4ไตรมาสย้อนหลัง นักลงทุนผู้ชาญฉลาด เขาจะศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีตเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ผ่านมาของตัวธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาประเมินมูลค่าของกิจการจากผลกำไรในอดีต พวกเขาจะซื้อมูลค่าของกิจการในอนาคตเท่านั้น และอีกข้อที่ควรระวังคือ ผลกำไรในอดีตที่แสดงในงบนั้น ไม่ได้บ่งบอกคุณภาพของกำไรเลย เช่น กำไรนั้นอาจจะเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว(ผลกำไรที่ไม่ดี) หรือเป็นผลกำไรที่ยั่งยืนคนอื่นมาแย่งไปไม่ได้ง่ายๆ(ผลกำไรที่ดี) ผมจึงคิดว่าอย่างน้อยเราต้องทำความเข้าใจกับ “รายได้&กำไร” ให้ถ่องแท้ก่อน จึงจะสามารถประเมินมูลค่าของกิจการได้อย่างถูกต้องครับ

รายได้ & กำไร (Revernue & Earnings)
• บริษัททุกบริษัทมีเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งหรือสร้างกำไรให้กับธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงกำไรในรูปแบบบัญชีที่แสดงให้เราเห็นในงบเพียงไตรมาสหรือปีนั้นไม่ค่อยตรงกับความมั่งคั่งสักเท่าใดนัก เพราะในงบการเงินนั้นเป็นการสะท้อนกำไรให้เห็นตามรูปแบบบัญชีที่มีการกำหนดไว้ให้มีมาตรฐาน เพื่อการเปรียบเทียบที่ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะนำเอารายได้และกำไรบรรทัดสุดท้ายมายึดเป็นบรรทัดฐานในการซื้อขายหุ้นจึงเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง หน้าที่เราคือต้องปรับแต่งรายการบางรายการเสียก่อน เพื่อให้เป็นกำไรที่แท้จริง และก่อนที่เราจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องรู้โครงสร้างของงบการเงินอย่างคร่าวๆกันก่อนนะครับ

• ผมชอบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ร้านไหน?กำไรมากกว่า!” หนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพของโครงสร้างของธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยการยกตัวอย่างเปรียบเทียบธุรกิจให้เห็นเป็นสามส่วนคือ 1.เครื่องผลิตเงิน 2.วัสดุอุปกรณ์ที่จะใส่เข้าไปในเครื่องผลิตนี้ และ3.ผลผลิตจากเครื่องนี้ จะได้ผลผลิตออกมาเป็นอะไรและเท่าไหร่ คล้ายๆกับหลักการ input process output นั่นเอง

1. เครื่องผลิตเงิน ในธุรกิจแต่ละประเภทจะมีต้นทุนของเครื่องผลิตเงินไม่เท่ากัน หรือแม้กระทั่งธุรกิจประเภทเดียวกัน หลายบริษัทก็มีต้นทุนในส่วนนี้ไม่เท่ากัน เราสามารถมองหาเครื่องผลิตเงินนี้ได้จากฝั่งซ้ายของงบดุลในส่วนของทรัพย์สินถาวรประเภทต่างๆ ธุรกิจที่ดีที่สุดในมุมมองของฝ่ายบัญชี คือธุรกิจที่มีต้นทุนเครื่องผลิตเงินที่น้อยที่สุด เพราะในรูปแบบบัญชีจะถือว่าต้นทุนในเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงประเภทหนึ่งที่มีเป้าหมายต้องลดลงให้ได้ เพราะเครื่องผลิตเงินเป็นต้นทุนคงที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปอยู่รูปอื่นได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงตลาดอย่างฉับพลัน คนที่มีต้นทุนเครื่องผลิตเงินที่สูงกว่า ก็จะปรับตัวได้ยากกว่านั่นเอง ธุรกิจที่มีเครื่องผลิตเงินนี้สูงมากๆก็เช่น ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงกลั่น และอุตสาหกรรมหนักประเภทต่างๆ และสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไม่ค่อยชอบคือ ผลพลอยได้ที่ตามมาจากเครื่องผลิตเงินนี้ นั่นคือ “ค่าเสื่อม” ที่จะถูกซอยมาเป็นรายจ่ายในทุกๆไตรมาส เช่นถ้าเราซื้อเครื่องจักรนี้เป็นเงิน100ล้านบาท มีการตัดค่าเสื่อม10ปี จะมีการบันทึกเป็นรายจ่ายปีละ10ล้านบาทเป็นต้น
“ที่ดินเป็นสิ่งเดียวในรายการทรัพย์สินไม่หมุนเวียนที่ไม่มีค่าเสื่อม”
“แต่มุมมองของกลยุทธ์ จะมีทรัพย์สินบางสิ่งที่บริษัทจะต้องถือเป็นเจ้าของ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้ในเชิงกลยุทธ์การมีต้นทุนของเครื่องผลิตเงินในบางเรื่องน่าจะเป็นผลดีกว่าไม่มี”

2. หมายถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในเครื่องเพื่อให้เกิดผลิตผลที่เราอยากจะได้ ตัวอย่างเช่นธุรกิจร้านอาหาร การตกแต่งร้านอาหารรวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ห้องครัว จะเป็นเครื่องผลิตเงิน ส่วนวัสดุที่เราใส่เข้าไปจะหมายถึง วัตถุดิบในการประกอบอาหารและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ถ้าเราดูที่งบดุล จะเห็นรายการพวกนี้อยู่ในส่วนของทรัพย์สินหมุนเวียนประเภทต่างๆและอีกส่วนจะไปแสดงในงบกำไรขาดทุนในส่วนของค่าใช้จ่ายขายและบริหาร

• การวัดประสิทธิภาพของกิจการ ถ้าเป็นกิจการประเภทเดียวกัน เราสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ได้จากการเปรียบเทียบต้นทุนค่าเสื่อมจากเครื่องผลิตเงินกับรายได้แล้ว เรายังสามารถดูได้จากการเปรียบเทียบทรัพย์สินหมุนเวียนกับรายได้ที่เกิดขึ้น โดยดูว่าถ้าบริษัทใช้เงินทุนน้อยกว่าในการสร้างรายได้ที่เท่ากัน ก็บ่งบอกไปถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะสามารถหมุนรอบทรัพย์สินในส่วนนี้ได้ดีกว่านั่นเองครับ

3. ผลผลิตจากเครื่องผลิตเงิน ผลผลิตที่ดีที่สุดที่เราอยากได้คือเงินสด แต่ในความเป็นจริงของธรรมชาติธุรกิจแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน บริษัทไม่สามารถฝืนธรรมชาติของธุรกิจได้ ผลผลิตที่ได้มาจึงอาจจะอยู่ในรูปของ สินค้าสำเร็จรูป และ ลูกหนี้การค้า แล้วค่อยแปลงไปเป็นเงินสดอีกต่อหนึ่ง ทำให้บางธุรกิจงบการเงินดูมีกำไรดี แต่ท้ายที่สุดกิจการก็ไปไม่รอด เพราะเก็บหนี้ไม่ได้ หน้าที่ของนักลงทุน ไม่ใช่ไปปฎิเสธ ธรรมชาติของธุรกิจ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวธุรกิจมากกว่า ถ้าพูดถึงลูกหนี้และสินค้าคงเหลือจะอยู่ในส่วนของทรัพย์สินหมุนเวียนเช่นเดียวกัน และถ้าบริษัทไหนมีสองรายการข้างต้นเป็นสัดส่วนที่สูงในทรัพย์สินรวม หน้าที่เราคือ
– ต้องเข้าไปดูในหมายเหตุงบการเงินที่จะบ่งบอกยอดลูกหนี้ค้างชำระว่าเกินดิวอยู่มากน้อยเพียงใด และมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้มากพอหรือเปล่า
– ในส่วนของสินค้าสำเร็จรูปก็เช่นเดียวกัน เราสามารถดูประสิทธิภาพของการบริหาร

• สต๊อกได้จากการนำไปเปรียบเทียบกับรายได้(เช่นเดียวกันกับวัตถุดิบ) เพราะถ้าบริษัทไหนสามารถหมุนรอบสินค้าที่ผลิตออกมาไปแปลงเป็นเงินได้เร็วกว่า บริษัทนั้นก็จะมีต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่านั่นเอง

• จากรูปแบบการหาเงินข้างต้นจะนำมาเขียนในรูปแบบงบการเงินได้ดังนี้

1. งบดุล ทรัพย์สิน=หนี้สิน+ทุน

ทรัพย์สิน คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี จะประกอบด้วยทรัพย์สินหมุนเวียน คือสิ่งที่ใส่เข้าไปเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมา และทรัพย์สินไม่หมุนเวียน คือเครื่องจักรผลิตเงินที่เป็นต้นทุนไม่สามารถแปลงเป็นรายได้เข้ามาได้

หนี้สิน คือ สิ่งที่เรายืมคนอื่นมาใช้ แล้วจะผ่อนจ่ายให้เขาภายหลัง เช่นเจ้าหนี้การค้าเครื่องผลิตเงิน เจ้าหนี้การค้าวัตถุดิบที่จะใส่เข้าไปในเครื่อง หรือเจ้าหนี้เงินกู้ที่เรากู้มาเพื่อชำระเจ้าหนี้การค้า โดยเอาทรัพย์สินไปค้ำประกัน

ทุน คือ ทรัพย์สินทั้งหมดของเราที่หักเจ้าหนี้ทั้งหลายออกไปแล้ว

2. งบกำไรขาดทุน รายได้-ค่าใช้จ่าย=กำไร

รายได้ คือ ผลผลิตที่ได้จากเครื่องผลิตเงิน(OUTPUT)
ค่าใช้จ่าย คือ ส่วนที่INPUTเข้าไปในเครื่องผลิตเงินเพื่อจะได้เงินออกมา และ ค่าเสื่อมของเครื่องผลิตเงิน
กำไร คือ ส่วนที่เหลือจาก OUTPUT-INPUT นั่นเอง

3.งบกระแสเงินสด => ในเมื่อกำไรในงบกำไร/ขาดทุน จะเป็นการแสดงตัวเลขทางบัญชี แต่ไม่ใช่เงินสดที่อยู่ในมือ จึงมีการคิดงบกระแสเงินสดขึ้นมาเพื่อกระทบยอดเงินสดจริงๆที่อยู่ในมือเพื่อดูสภาพคล่องของกิจการ เช่นมีการซื้อเครื่องผลิตเงินด้วยเงินสด1ล้านบาท ตัดค่าเสื่อม10ปี ในงบกำไรขาดทุนจะมีการตัดค่าใช้จ่ายปีละ1แสนบาทตั้งแต่ปีแรกจึงถึงปีที่10 แต่งบกระแสเงินสดจะมีการตัดทางบัญชีออกไป1ล้านในปีแรก(แต่ตัดค่าใช้จ่ายในงบกำไร/ขาดทุนแสนเดียว) และทุกๆปีงบกระแสเงินสดจะมีการยกคืนกลับทางบัญชีปีละแสนจากงบกำไรขาดทุนที่ถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายไปปีละแสนเป็นต้น และในส่วนของเจ้าหนี้,ลูกหนี้ ที่บันทึกในงบกำไร/ขาดทุนแล้ว แต่ยังไม่ได้เงินสด ก็ต้องนำมาปรับให้แสดงสถานะเงินสดที่อยู่ในบริษัท เพื่อประโยชน์ในการดูสภาพคล่องของธุรกิจ

• ผมคิดว่า ถ้าเรามองเห็นธรรมชาติของธุรกิจแต่ละประเภท เราจะสามารถรู้จุดอ่อนในตัวธุรกิจ ผ่านการดูจากงบการเงินที่แสดงในทุกๆไตรมาส ทำให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นครับ

• รายได้และกำไรเราพอรู้คร่าวๆแล้วว่า การเกิดรายได้และกำไรในครั้งเดียวถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่ค่อยจะดี รายได้/กำไรที่ดีนั้น จะต้องมาจาก
1.ความสม่ำเสมอในการใช้บริการ ลูกค้ามีการใช้บริการซ้ำแล้วซ้ำอีก
2.มีการกระจาย ไม่กระจุก ทั้งในฐานของลูกค้าและฐานของรายได้
3.ลูกค้ามีความพึงพอใจในการใช้สินค้า/บริการนั้นๆ

• อีกมุมหนึ่ง การที่เราจะหาหุ้นเติบโต เราต้องมองหาธุรกิจที่สามารถเพิ่มรายได้ในอนาคตได้อีกพอสมควร นั่นคือเราต้องมองรายละเอียดสามข้อเพิ่มเติมดังนี้

1.ให้มองส่วนแบ่งการตลาดว่า ธุรกิจเราเมื่อเทียบกับตลาดรวม มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่กี่เปอร์เซนต์ ถ้าเราเจอธุรกิจที่บริษัทยังมีส่วนแบ่งการตลาดที่น้อย ก็ยังบ่งบอกโอกาสที่จะเติบโตโดยการแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากรายอื่นเข้ามา แต่ในทำนองกลับกันถ้าเรามีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงมาก(ส่วนมากจะไม่ใช่หุ้นเติบโต แต่จะเป็นหุ้นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง)

2.ให้มองความต้องการของสินค้า/บริการนั้นๆในตลาดรวมว่า มีความต้องการอีกมากเพียงใด ถ้าตลาดยังเปิดกว้างอีกมาก แสดงว่าเราเจออุตสาหกรรมที่เป็นเทรนในอนาคต

3.ความพร้อมของบริษัทว่าสามารถเติบโตได้ในระดับใด ในบางบริษัทไม่มีความเตรียมพร้อม หรือมีข้อจำกัดในบางเรื่องทำให้ไม่สามารถเติบโตก้าวกระโดดไปกับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตได้ เช่นมีข้อจำกัดในเรื่องของเงินทุน มีข้อจำกัดในเรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กรเป็นต้น

• ถ้าธุรกิจที่มีองค์ประกอบทั้งสามที่เปิดกว้าง โอกาสในบริษัทนี้ที่จะเติบโตก็ย่อมง่ายกว่าบริษัทที่ทั้งสามส่วนดังกล่าวเริ่มตีบตัน

• พูดถึงPEแล้วไม่พูดถึงPEG ก็คงไม่ได้ PEGคือการเอาค่าPEมาตั้งหารด้วยเปอร์เซนต์ของการเติบโตของผลกำไรในอนาคต เช่นหุ้นAตอนนี้เทรดอยู่PEที่15เท่า มีการเติบโตในอีกสามปีข้างหน้าราวๆ30เปอร์เซนต์ต่อปี หุ้นตัวนี้จะมีPEGอยู่ที่15/30=0.5 หุ้นBเทรดอยู่PEที่10เท่า คาดว่าอีก3ปีข้างหน้าจะมีการเติบโตอยู่5เปอร์เซนต์ต่อปี PEG=10/5=2เท่า ซึ่งจะเห็นว่าPEGยิ่งถูกยิ่งดี การใช้PEGเปรียบเทียบหุ้นแต่ละตัวนี้อย่างน้อยๆ
1.ควรจะเป็นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่นไม่ควรเอาหุ้นพื้นฐานไปเทียบกับหุ้นฟื้นตัวเป็นต้น
2.ช่วงระยะเวลาในการคำนวณการเติบโตต้องเป็นช่วงเวลาเดียวกัน เช่นไม่ควรจะประเมินการเติบโตตัวหนึ่ง1ปี อีกตัวหนึ่ง5ปี มาเปรียบเทียบกัน
3.ควรจะประเมินในช่วงระยะเวลาที่พอมองออกเท่านั้น ไม่ควรยาวจนเกินไป

P/BV(PRICE/BOOK VALUE)

• P/BV คือ ราคา(ต่อหุ้น)/มูลค่าทางบัญชี(ต่อหุ้น) ถ้าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคา P/BV=1 หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาเดียวกับมูลค่าทางบัญชีหรือราคาเดียวกับส่วนของเจ้าของ แต่อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่าราคา BV ไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพของผลกำไร และถ้าเราไม่สามารถเทคโอเวอร์กิจการทั้งหมดได้ การถือครองหุ้นในราคาต่ำกว่าส่วนทุน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ขาดทุนในการซื้อกิจการนั้นๆ……แต่ถ้าเราใช้ P/BV เพื่อที่จะหาหุ้นเทริ์นอะราวด์ หุ้นวัฎจักร หุ้นทรัพย์สินมาก หรือ ดูเพื่อจะเอา P/BVมาเป็นส่วนเผื่อความปลอดภัย (MOS) ก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ

• BV บุ๊คแวลูหรือส่วนทุนคือค่าๆเดียวกันต่างกันเพียงหน่วยนับ ถ้าเราเอาส่วนทุนมาหารจำนวนหุ้นทั้งหมดก็จะได้ออกมาเป็น BV เพราะฉะนั้นค่า BV เราจึงควรเจาะเข้าไปทำความเข้าใจในรายละเอียดของทรัพย์สินและหนี้สินที่เป็นสัดส่วนใหญ่ๆของกิจการ สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินเช่น

– ที่ดิน จะไม่มีค่าเสื่อม บริษัทส่วนมากจะบันทึกไว้ในราคาทุน ยกเว้นบริษัทที่ต้องการทำการปรับปรุงราคาทรัพย์สินใหม่(จะต้องแจ้งไว้ในหมายเหตุงบการเงิน) เพราะฉะนั้นบริษัทที่มีที่ดินมากๆในราคาที่ซื้อมานานแล้ว จะมีทรัพย์สินแฝงอยู่ในส่วนนี้พอสมควร

– ทรัพย์สินที่ถูกซ่อนไว้…….หลายบริษัทมีทรัพย์สินที่ซ่อนไว้ที่อยู่ในรูปของแบรนด์ ความจงรักภักดีของลูกค้า ซัพพลายเชน ทำเลที่ตั้ง วัฒนธรรมองค์กร ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่สามารถจับต้องได้และไม่แสดงอยู่ในงบดุล ซึ่งหลายบริษัททรัพย์สินแฝงนี้มีค่ามากกว่าทรัพย์สินที่จับต้องได้ในงบดุลเสียอีก

– บางกิจการมีลักษณะตัดค่าเสื่อมไปเร็วกว่าการใช้งานจริง เช่นธุรกิจ A วางสายเคเบิลใต้ดิน ได้ตัดค่าเสื่อมสายที่ 6 ปี ทั้งๆที่สามารถใช้งานได้ถึง10ปี หรือในทางกลับกันมีบางธุรกิจที่มีการตัดค่าเสื่อมที่ใกล้เคียงความเป็นจริง แต่ต้นทุนในการสร้างใหม่ เฟ้อขึ้นตามค่าครองชีพ ทำให้เงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นทุกปี เราสามารถรู้ได้ โดยเข้าไปดูงบกระแสเงินสดในส่วนของค่าเสื่อมเทียบกับในส่วนของกิจการเพื่อการลงทุน เปรียบเทียบว่าบริษัทจะต้องลงทุนใหม่เพื่อรักษาสภาพของกิจการให้คงอยู่กับค่าเสื่อมว่าใครมีจำนวนมากกว่ากัน ถ้างบลงทุนมีมากกว่าค่าเสื่อมอยู่ต่อเนื่องหลายๆปี ทั้งๆที่รายได้ไม่เพิ่ม ก็เป็นการบ่งบอกว่าเงินลงทุนในปัจจุบันแพงกว่าในอดีต บริษัทประเภทนี้จะรักษากำไรให้เท่าเดิมได้นั้น จะต้องปรับราคาขายสินค้าหรือไปลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นให้ลดลง

– ถ้าสัดส่วน BV ไปหนักในส่วนของสินค้าคงคลัง เราควรติดตามไปดูว่ายอดขายต่อสินค้าคงคลังมากเกินความเป็นจริงหรือไม่ เช่นบริษัท A มียอดขายไตรมาสละ 200 ล้านบาท ในอดีตมีสต๊อกสินค้าผลิตเสร็จรอการจำหน่ายอยู่ 60 ล้านแต่ในไตรมาสนี้มีมากถึง 100 ล้านบาท สัญญาณดังกล่าวอาจจะบ่งบอกถึงการถดถอยของยอดขายในอนาคต แต่ในไตรมาสนี้บริษัทก็ยังไม่อยากลดกำลังการผลิตเพื่อให้มีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำเพื่อที่จะได้ขายสินค้ามีกำไร หรือ อาจจะบ่งบอกได้อีกมุมหนึ่งว่า บริษัทอาจจะมีข้อตกลงจำหน่ายสินค้าล๊อตใหญ่ให้กับลูกค้ารายใดรายหนึ่ง จะเห็นได้ว่าสัญญาณหนึ่งๆอาจจะเป็นทั้งผลบวกและลบในคราวเดียวกัน หน้าที่เราคือจะต้องติดตามหาข้อมูลต่อไป อีกข้อที่ต้องติดตามถ้าสินค้าคงคลังมีสัดส่วนที่สูงผิดปรกติ คือเรื่องสินค้าสามารถหมดอายุหรือล้าสมัยได้หรือเปล่า และทางบริษัทมีการสำรองด้อยค่าทรัพย์สินไว้มากน้อยเพียงใด

– ถ้าสัดส่วน BV ไปหนักในส่วนของลูกหนี้การค้า หน้าที่เราก็ต้องไปศึกษาดูยอดหนี้คงค้างว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับใด มีการตั้งสำรองเพียงพอหรือไม่

– ถ้าสัดส่วน BV ไปหนักอยู่ในเครื่องผลิตเงิน หน้าที่เราต้องเข้าไปเช็คประสิทธิภาพของการดำเนินงาน ว่าบริษัทนั้นอ้วนแต่ตัวหรือเปล่า แต่สุขภาพการเงินไม่แข็งแรง ถ้าเจอบริษัทประเภทนี้ สิ่งที่ต้องตามอย่างใกล้ชิดคือเรื่องสารกระตุ้นของกิจการ ถ้าเราเจอบริษัทลงทุนสูงในเครื่องจักรผลิตเงิน แต่ยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดขึ้นมาได้ แถมมีการกู้เงินในสัดส่วนที่สูง สามสัญญาณนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโอกาสที่จะเพิ่มทุนได้ในอนาคตครับ

– ถ้ามองในส่วนของหนี้สิน เราสามารถแยกประเภทหนี้สินได้เป็นสองประเภท คือหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยและหนี้ที่ไม่มีภาระดอกเบี้ย ในรูปแบบของบัญชีนั้นการที่เรามีหนี้ในรูปแบบที่ไม่มีภาระดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับยอดขายแล้วยิ่งสูงยิ่งดี เพราะเสมือนเราเอาเงินของเจ้าหนี้การค้ามาหมุนนั่นเอง(ผมเรียกว่าหนี้ที่ดี)แต่ในทำนองกลับกัน ถ้าบริษัทไหนมีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับยอดขาย ยิ่งสูงยิ่งไม่ดี เพราะทำให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง แต่เราไม่ควรกลัวปัจจัยเหล่านี้จนเกินเหตุ จนเป็นสิ่งที่ปิดกั้นภาพใหญ่ๆของธุรกิจนะครับ เพราะหนี้สินเปรียบเสมือนเฟืองเกียร์ที่ช่วยเร่งความเร็วของรถ เกียร์ยิ่งสูงรถเราก็สามารถวิ่งได้เร็วมากขึ้น แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุก่อนถึงเป้าหมายก็มากขึ้นตามเช่นกัน หน้าที่เราคือเฝ้าติดตามปัจจัยความเสี่ยงเหล่านั้น เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

GPM , SG&A , NPM (อัตรากำไรขั้นต้น,ค่าใช้จ่ายและบริหาร,อัตรากำไรสุทธิ)

*อัตรากำไรขั้นต้น=กำไรขั้นต้น/ยอดขายสุทธิ* *กำไรขั้นต้น=รายได้จากการขายสินค้า-ต้นทุนของสินค้า*

*ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร หมายถึง ค่าใช้จ่ายทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับการขายและรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบริหารงานทั้งหมด

*อัตรากำไรสุทธิ=กำไรสุทธิ/ยอดขายสุทธิ*

• “ถ้าเราเปรียบเทียบสามค่านี้กับงบการเงินในอดีตที่ผ่านมาและเปรียบเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกัน เราจะสามารถเห็นถึงประสิทธิภาพของการทำกำไรของบริษัทได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยธรรมชาติของธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่มีค่าทั้งสามสม่ำเสมอ ไม่เหวี่ยงขึ้นลง เพราะถ้าบริษัทไหนสามารถรักษาระดับค่าทั้งสามได้ หมายความว่าบริษัทนั้นๆมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการปรับราคาสินค้าตามราคาวัตถุดิบ และถ้าจะเป็นการดีที่สุดคือ GPM NPM จะค่อยๆปรับตัวขึ้น และ SG&A ค่อยๆปรับตัวลดลง เนื่องจากการประหยัดของขนาดกิจการที่ใหญ่ขึ้น”

• วอเรนเคยกล่าวไว้ในเรื่องการทำกำไรของบริษัท วอเรนจะขอเลือกธุรกิจอยู่สองประเภทคือ

1. ธุรกิจที่มี NPM สูงๆในระยะยาว ธุรกิจที่มี NPM สูงๆได้ในระยะยาวจะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพขอบข่ายคูเมืองที่บริษัทได้สร้างไว้ไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงลูกค้าไปได้ง่ายๆ หน้าที่ของเราในข้อนี้คือ มองหาให้เจอว่าขอบข่ายที่ว่านั้นคืออะไร และเฝ้าติดตามตรวจสอบว่าขอบข่ายคูเมืองยังมีสภาพที่ดีในการกันคู่แข่งอยู่หรือเปล่า

2. ธุรกิจที่มีการหมุนรอบเงินทุนหมุนเวียนได้เร็วๆจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิ มีตัวคูณที่มากขึ้นตามการหมุนรอบของการขาย ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทนั้นๆสูงขึ้นตาม เช่นมีร้านขายของชำสองร้าน

– ร้าน A ขายกิฟชอป มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 50 เปอร์เซนต์ อัตรากำไรสุทธิที่ 30 เปอร์เซนต์ มีการลงทุนไปกับเครื่องผลิตเงินที่ 3 ล้านและลงทุนไปกับสินค้าอีก 2 ล้าน ร้านค้านี้มียอดขายต่อปีที่ 4 ล้านบาท(อัตราการหมุนเวียนสินค้าที่2รอบต่อปี หรือประมาณ 180 วัน) เท่ากับมีกำไรสุทธิ 1.2ล้ านบาท

– ร้าน B ขายของใช้ในชีวิตประจำวัน มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 15 เปอร์เซนต์ อัตรากำไรสุทธิที่10เปอร์เซนต์ มีการลงทุนเครื่องผลิตเงินที่ 3 ล้านและลงทุนไปกับสินค้า2ล้านเหมือนร้านกิฟชอป แต่ร้านนี้สามารถสร้างยอดขายได้เดือนละ 2 ล้าน(อัตราการหมุนเวียนสินค้าที่1เดือนต่อรอบหรือประมาณ 30 วัน) เท่ากับร้านนี้มีกำไรสุทธิเดือนละ 2 แสนปีละ 2.4 ล้านบาท

• จะเห็นได้ว่า ถึงแม้นกำไรสุทธิในร้านBจะน้อยกว่าร้านAถึง3เท่า แต่กำไรสุทธิยังมากกว่า2เท่า เนื่องมาจากการหมุนรอบของเงินทุนที่Bทำได้ดีกว่าAนั่นเอง หน้าที่ของเราในฐานะนักลงทุนคือมองหาธุรกิจที่สามารถหมุนรอบเม็ดเงินได้สูง ROEก็จะสูงตามการหมุนรอบที่มากขึ้น และถ้าบริษัทไหนสามารถหมุนรอบเงินทุนได้สูงกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน ก็จะบ่งบอกไปถึงว่าบริษัทนั้นมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าคู่แข่ง จนอาจจะเป็นขอบข่ายคูเมืองในเรื่องของต้นทุนที่ถูกกว่า ที่ทำให้คู่แข่งเจาะฐานที่มั่นของบริษัทได้ยากขึ้น

ROE & ROA (ผลตอบแทนต่อส่วนทุน และ ผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน)

ค่าทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่ผมสนใจลำดับต้นๆในการเลือกลงทุนกิจการ เพราะภาพในอดีตและปัจจุบันของพี่อาร์ทั้งสองนี้ จะสามารถบ่งบอกถึงขอบข่ายคูเมือง และประสิทธิภาพของการบริหารจัดการได้ระดับหนึ่งทีเดียว

• สาเหตุที่ผมกล่าวไว้ว่า พี่อาร์ในอดีตจะสามารถบ่งบอกถึงขอบข่ายคูเมืองและประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ เนื่องมาจากงบการเงินในระยะยาวจะสามารถสะท้อนธรรมชาติของธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งพี่อาร์ทั้งสองคือส่วนหนึ่งของงบการเงินที่ถูกแปลงค่ามาให้ดูง่ายขึ้น เราลองมาดูว่าพี่อาร์บ่งบอกอะไรเราบ้างนะครับ

ROE(return on equity)

• ค่านี้หาได้จากการนำกำไรสุทธิตั้งหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น(ส่วนทุน)แล้วแปลงเป็นเปอร์เซนต์ จากสูตรจะเห็นว่าค่านี้บ่งบอกถึงความสามารถของบริษัทว่าบริษัทสามารถผลิตกำไร(output)ให้ผู้ถือหุ้นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งค่านี้ยิ่งสูงก็ยิ่งดี อย่างเช่นวอเรนจะมองหาธุรกิจที่มีROEที่สม่ำเสมอในระยะยาวสูงกว่า15เปอร์เซนต์เท่านั้น ค่านี้สามารถบ่งบอกบางอย่างให้เรารู้คร่าวๆเพื่อไปเจาะลึกหาทรัพย์สมบัติกัน เรามาดูรายละเอียดปลีกย่อยของค่านี้กันนะครับ

– ถ้าเราเจอบริษัทที่มีROEสูงสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นสิบปี สิ่งนี้จะบ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันคู่แข่งขันได้เป็นอย่างดี……….ถ้าเรามองหาหุ้นพื้นฐานหรือหุ้นเติบโต เราต้องมองหาธุรกิจที่มีROEสูงอย่างสม่ำเสมอและถ้าจะดีที่สุดถ้าค่าROEนั้นมีทิศทางที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

– ถ้าเราเจอบริษัทที่มีROEต่ำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีแล้ว สิ่งนี้อาจจะบ่งบอกว่าเราเจอบริษัทที่เข้าข่ายธุรกิจตะวันตกดิน……….ถ้าเรามองเห็นธุรกิจประเภทนี้ให้พยายามมองหาธุรกิจที่มีแนวโน้มกลับตัวจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจหรือการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

– ถ้าเราเจอบริษัทที่มีROEขึ้นและลงเป็นลูกคลื่นเป็นรอบๆนั่นอาจจะบ่งบอกถึงธรรมชาติของธุรกิจที่เป็นโภคภัณฑ์……….จงทำความเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจที่เป็นหุ้นวัฎจักร มองหาจุดที่ROEเริ่มกลับตัวให้เราเห็น บางครั้งภาพใหญ่ๆในอดีตของROEสามารถช่วยเราให้กล้าที่จะลงทุนในช่วงที่ธุรกิจตกต่ำสุดๆได้เหมือนกัน

-ถ้าเราเจอบริษัทที่มีROEเอาแน่เอานอนไม่ได้ กำไรสลับขาดทุนเหมือนโยนหัวก้อย จะบ่งบอกธรรมชาติของธุรกิจที่ยังหาตำแหน่งที่ดีให้กับตนเองไม่ได้หรืออาจจะไม่มีอำนาจต่อรองในการขึ้นราคาสินค้าแต่ไม่ใช่หุ้นวัฎจักร…….ถ้าเจอธุรกิจประเทศนี้ บอกได้คำเดียวว่าถ้าจะซื้อหุ้นในกลุ่มนี้วัตถุประสงค์คือการซื้อเก็งกำไร จากปัจจัยบางเรื่องที่ทำให้กำไรกระโดดเป็นบางไตรมาสหรือบางปี ต้องไม่ใช่มุมมองการลงทุนในระยะยาวในการจะเป็นเจ้าของกิจการ

• “ถ้าบริษัทไหนสามารถรักษาค่าROEที่สูงได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถบอกกลายๆได้ถึงความสามารถในการเติบโตของบริษัทนั้น เพราะว่ากำไรที่ได้เพิ่มขึ้นมาในแต่ละปีจะมาเพิ่มอยู่ในส่วนทุน(E)ทำให้ฐานตัวหารเพิ่มมากขึ้น การที่จะให้มีค่าROEได้เท่าเดิม บริษัทมีอยู่เพียงสองวิธีคือ1.ปันผลทั้งหมดจากกำไรที่ได้มาหรือ 2.มีการเติบโตของรายได้หรือกำไรที่มากขึ้นนั่นเอง”

• “ถ้าบริษัทไหนสร้างROEได้สูงในระยะยาว บ่งบอกถึงขอบข่ายคูเมือง เพราะธุรกิจที่จะสร้างROEได้สูงหมายถึงถ้าไม่มีNPMที่สูงก็ต้องมีการหมุนเวียนของเงินทุนที่สูง การมีNPMที่สูงได้ในระยะยาวย่อมเป็นธุรกิจที่หอมหวานอย่างแน่นอน ใครๆก็อยากเข้ามาแชร์น้ำผึ้งกองนี้ การรักษาNPMที่สูงได้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นการบอกได้อย่างกลายๆว่า บริษัทนี้ต้องมีอะไรดีๆในการป้องกันคู่แข่งอย่างแน่นอน หน้าที่ของเราคือค้นหาปัจจัยนั้นๆให้เจอ และติดตามเฝ้าดูความแข็งแกร่งนั้นๆเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ส่วนธุรกิจใดที่สามารถหมุนเวียนเงินทุนได้สูงกว่าคู่แข่ง ก็เป็นการบ่งบอกถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการได้ดีกว่าคู่แข่ง ซึ่งนั่นก็คือความสามารถในการป้องกันคู่แข่งไปในตัวนั่นเอง หน้าที่เราก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบค่าสัญญาณต่างๆจากงบการเงินว่าบริษัทยังบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งหรือไม่

• “ค่าROEเป็นค่าที่มีเกียร์เข้ามาเป็นฟันเฟืองตัวช่วย ทำให้สามารถเร่งกำไรได้สูงมากขึ้น เพราะ ทรัพย์สิน=หนี้สิน+ทุน ค่า ROE ก็เป็นการหาทรัพย์สินที่ใช้ทุนเป็นตัวหาร แต่สามารถมีผู้ช่วยคือส่วนหนี้สินที่เพิ่มเกียร์ให้กับธุรกิจ เช่นบริษัทA B Cมีกำไรที่10บาทเท่ากัน

งบดุลAเป็นดังนี้ 100=20+80 บริษัทนี้มี ROE=10/80*100=12.5เปอร์เซนต์
งบดุลBเป็นดังนี้ 100=50+50 บริษัทนี้มี ROE=10/50*100=20เปอร์เซนต์
งบดุลCเป็นดังนี้ 100=80+20 บริษัทนี้มี ROE=10/20*100=50เปอร์เซนต์

• จะเห็นได้ว่ายิ่งใช้เงินทุนตนเองน้อยเท่าไหร่ ผลตอบแทนเรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น(เพราะเราใช้เงินคนอื่นมาหากำไรให้เรา)ถ้าตอบตามภาษาROEจะเห็นว่าบริษัทที่น่าลงทุนที่สุดคือบริษัทC แต่ช้าก่อน….หน้าที่ของเราต้องละเอียดมากกว่านั้น เราต้องมองธุรกิจให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง อย่างน้อยๆเราต้องรู้ว่าหนี้ที่ทำให้ROEสูงนั้นเป็นหนี้ที่ดีหรือหนี้ที่ไม่ดี ถ้าหนี้ที่ดีก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นหนี้ที่ไม่ดี(หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย)เราก็ต้องมองให้ลึกขึ้นว่า หนี้ระดับนี้มีความเสี่ยงต่อธรรมชาติของธุรกิจมากน้อยเพียงใด เพราะบางครั้งการมีหนี้ที่สูงกว่า ก็ไม่ได้บอกว่ามีความเสี่ยงที่สูงกว่า เสมอไป เช่นธุรกิจสาธารณูปโภคที่มีการทำสัญญากับภาครัฐอย่างชัดเจนเช่นโรงไฟฟ้า การกู้ถึง80เปอร์เซนต์อาจจะไม่เสี่ยงเท่ากับการกู้20เปอร์เซนต์เพื่อมาสร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์โดยที่ยังไม่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน”

ROA (return on asset) ค่านี้หาได้จากการนำกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีตั้งหารด้วยทรัพย์สินทั้งหมดแล้วแปลงเป็นเปอร์เซนต์ ค่านี้เป็นค่าที่ผมเอาไว้ดูประสิทธิภาพของการบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ในมือของกิจการ และคนสร้างสูตรนี้ขึ้นมาคงมีเหตุผลเดียวกันนี้ สูตรในการคำนวณจึงเอากำไรก่อนเสียดอกเบี้ยและภาษีมาเป็นตัวตั้งในสูตร เพราะดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาและในแต่ละบริษัทอาจจะไม่เท่ากัน เรื่องภาษีก็เช่นเดียวกัน ในบางช่วงของธุรกิจนั้น การเสียภาษีมีข้อยกเว้นและข้อจำกัดมากมายที่ทำให้การเสียภาษีไม่ตายตัวมื่อเทียบกับกำไรก่อนภาษี ถ้าเราต้องการดูประสิทธิภาพของการบริหารจัดการจริงๆจึงไม่ควรนำสองค่านี้มาคิดรวมด้วย

“ค่า ROE มีจุดอ่อนอยู่ตรงสามารถมีผู้ช่วย(หนี้) จึงต้องเอาค่าROAมาเป็นตัวตรวจสอบอีกทอดหนึ่งว่า ROEที่แสดงอยู่นั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด”

• “ค่า ROA มีค่าตัวแปรคือ R และ A ผลตอบแทน (R) นี้หน้าที่เราคือต้องเข้าไปดูในส่วนของกำไรที่ได้มานั้นเป็นกำไรที่อยู่ในรูปใด (ลูกหนี้,สินค้า,เงินสด) ถ้าเป็นลูกหนี้ก็ต้องเฝ้าติดตามสัดส่วนหนี้ค้างชำระว่าผิดปรกติหรือไม่ อีกค่าตัวแปรคือทรัพย์สิน (A) เราก็ต้องเข้าไปดูในคุณภาพของทรัพย์สินเพื่อวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป (เพราะบางครั้งธุรกิจมี ROA ที่สูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะประสิทธิภาพจะดีขึ้น) เช่นเคยมีบริษัทหนึ่งขายโรงพิมพ์ออกไปและทำการเช่ากลับมาแทน ทรัพย์สินจากเครื่องหายไป ค่าเสื่อมหายไป โดยมีค่าใช้จ่ายมาแทนที่ จะเห็นว่า A ลดลง ทำให้ค่า ROA สูงขึ้นจากในอดีต แต่สุดท้ายก็ไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพของบริษัทนี้สูงขึ้นจากในอดีต และอีกข้อที่ลืมไม่ได้คือเรื่องทรัพย์สินที่ถูกซ่อนไว้ ที่อยู่ในรูปของทรัพย์สินไม่มีตัวตนที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้นะครับ”

• “การเปรียบเทียบ ROA เพื่อดูประสิทธิภาพในการบริหารจัดการจะเปรียบเทียบได้เฉพาะกับธุรกิจที่เหมือนกันเท่านั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบข้ามกลุ่มอุตสาหกรรมได้ เพราะด้วยโครงสร้างทรัพย์สินในแต่ละอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน เช่นธุรกิจบริการรับจัดทำบัญชีย่อมมีค่า ROA ที่สูงเพราะธรรมชาติของธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินมากๆเมื่อเทียบกับธุรกิจโรงแรมที่ลงทุนหลักๆไปกับเครื่องผลิตเงินเกือบทั้งหมด”

“อย่างที่เราได้ยินวอเรนกล่าวไว้ว่า เขาชอบธุรกิจสองประเภทคือ ธุรกิจที่มีกำไรสุทธิสูงๆและธุรกิจที่มีการหมุนรอบเงินทุนได้เร็วๆ ถ้าเราตีความหมายของคำพูดนี้อีกมุมหนึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อเราเอากำไรสุทธิคูณกับการหมุนรอบของทรัพย์สิน นั่นก็คือค่าของRนั่นเอง เพียงแต่จะเป็นค่า ROA ที่เอากำไรสุทธิเป็นตัวตั้งหารด้วยทรัพย์สินทั้งหมด”

“และถ้าเราแยกประเภทของธุรกิจออกตาม ROA เราจะสามารถแยกธุรกิจออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้

1.ธุรกิจที่มี NPM สูง และ การหมุนรอบของทรัพย์สินสูง โมเดลธุรกิจที่เข้าข่ายข้อนี้ จะต้องมีจุดขาย จุดแข็ง ที่แกร่งมากๆคนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก จุดแข็งที่ว่าอาจจะอยู่ที่แบรนด์ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ถ้าเราเจอธุรกิจที่เข้าข่ายในข้อนี้ที่มีโอกาสเติบโตสูง ขอแนะนำว่า เราน่าจะเจอเพชรเม็ดงามในการลงทุนเข้าแล้ว กลยุทธ์ในข้อนี้คือซื้อแล้วถือยาวๆ และถ้าเราจะขายก็ต่อเมื่อมูลค่าของกิจการแพงมากๆๆๆเกินพื้นฐานจริงๆ หรือจนกว่าจุดแข็งของเขาจะถูกคู่แข่งขันเจาะได้เท่านั้น

2.ธุรกิจที่มี NPM สูง แต่ การหมุนรอบของทรัพย์สินที่ต่ำ โมเดลธุรกิจในกลุ่มนี้มีสองประเภท
– ประเภทแรกเป็นธุรกิจงานบริการที่เก็บกินกำไรจากการลงทุนในทรัพย์สินของตนเอง ธุรกิจประเภทนี้มีการลงทุนในครั้งแรกค่อนข้างสูงมาก เช่น ธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล สาธารณูปโภค เป็นต้น ธุรกิจประเภทนี้จะมีจุดอ่อนเรื่องเงินลงทุนที่นำไปลงในเครื่องผลิตเงินที่ค่อนข้างสูง เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฐานของรายได้ที่ลดลง จะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่อกำไรสุทธิบรรทัดสุดท้าย แต่ในทำนองกลับกัน ถ้าบริษัทไหนสามารถผลักดันธุรกิจให้มีการใช้งานเกือบเต็มความสามารถในการผลิต/บริการ ค่า ROA ROEและบรรทัดสุดท้ายของกำไรจะค่อนข้างสวยมากๆ(ยกเว้นงานสาธารณูปโภคที่มีการประมูลกำหนดราคาต้นทุน ราคาผู้ซื้อ และผลกำไรไว้ล่วงหน้าแล้ว)

– ประเภทที่สองเป็นประเภทรับบริหารจัดการทรัพย์สินของคนอื่น และเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการบริการ เช่นธุรกิจประกันภัย ธนาคาร ไฟแนนซ์ โบรกเกอร์ เป็นต้น ธุรกิจประเภทนี้จะสามารถสร้างกำไรได้สูงมากในช่วงบูมๆของธุรกิจทั้งๆที่ROAค่อนข้างจะต่ำ เพราะว่ามีเกียร์เร่งจากเงินของคนอื่นนั่นเอง แต่ในทำนองกลับกัน จุดแข็งที่เป็นตัวเร่งผลกำไรก็เป็นดาบสองคมที่เราต้องเฝ้าระวังเช่นเดียวกัน

3. ธุรกิจที่มีNPMต่ำ แต่มีการหมุนรอบของทรัพย์สินที่สูง โมเดลธุรกิจในกลุ่มนี้ ส่วนมากจะเป็นงานบริการเทรดเดอร์ที่เกี่ยวกับการซื้อมาขายไป หรือเป็นธุรกิจที่รับจ้างผลิต (OEM)บางประเภท ถ้าเราเจอธุรกิจในกลุ่มนี้เราต้องเข้าไปดูอีกสองสิ่งเพิ่มเติมคือ อำนาจการต่อรอง และ ประสิทธิภาพการหมุนรอบของทรัพย์สินเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

• สาเหตุที่ต้องพิจารณาในเรื่องอำนาจการต่อรองของซัพพลายเชนทั้งสาย เพราะด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่NPMต่ำ การเปลี่ยนแปลงNPMเพียงน้อยนิดอาจมีผลต่อความเป็นความตายของบริษัททีเดียว เช่นธุรกิจซื้อมาขายไปแห่งหนึ่งมีNPMที่2.0เปอร์เซนต์ แต่สามารถหมุนรอบทรัพย์สินได้สูงถึง10รอบต่อปี ทำให้บริษัทนี้มีROAคร่าวๆหลังภาษีสูงถึง20เปอร์เซนต์ จุดที่ควรสนใจเป็นพิเศษของบริษัทนี้อยู่ตรงการเพิ่ม/ลดNPMมากกว่าการหมุนรอบของทรัพย์สิน การเพิ่มกำไรขั้นต้นเพียง1เปอร์เซนต์จะส่งผลให้ทำให้บริษัทนี้มีกำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้นถึง50เปอร์เซนต์ แต่ในทำนองกลับกันถ้าบริษัทมีกำไรขั้นต้นลดลง1เปอร์เซนต์บริษัทก็จะมีกำไรก่อนภาษีที่ลดลงประมาณ50เปอร์เซนต์เช่นเดียวกัน เพราะด้วยฐานกำไรที่บางเฉียบนั้น จึงทำให้เราต้องใส่ใจในเรื่องของอำนาจการต่อรองราคาวัตถุดิบและอำนาจการต่อรองการขึ้นราคาสินค้าของคู่ค้าเป็นพิเศษ เพื่อการคงไว้ซึ่งกำไรบรรทัดสุดท้ายนั่นเอง

• ส่วนประสิทธิภาพการหมุนรอบของทรัพย์สินเมื่อเทียบกับคู่แข่งนั้น จะสามารถบอกถึงความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจที่จะเป็นขอบข่ายคูเมืองป้องกันคู่แข่งเข้ามานั่นเอง

4. ธุรกิจที่มีNPMที่ต่ำ และ มีการหมุนรอบของทรัพย์สินที่ต่ำ โดยปรกติคุณควรมองผ่านเมื่อเจอธุรกิจประเภทนี้ เพื่อผลตอบแทนของคุณเอง นอกจากว่าคุณจะมีความขยันและมีเวลาเหลือเฟือ ก็ให้ทำความเข้าใจรู้จักทีละบริษัทว่าธุรกิจเขาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะถ้าเจอว่าในอดีตธุรกิจนี้มีสองต่ำเป็นช่วงๆ ในอดีตธุรกิจนี้มีNPMที่สูงกว่านี้ เราอาจจะเจอธุรกิจที่เข้าข่ายธุรกิจเทริ์นอะราวด์หรือหุ้นกลุ่มวัฎจักรก็เป็นได้

The post [คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (10) นริศ จิระวงศ์ประภา appeared first on SET Insight.

]]>
650