[คลาสสิก] มหากาพย์ไตรภาค…ภาค 2 ตามล่าขุมทรัพย์ (6) นริศ จิระวงศ์ประภา

เกาะที่หนึ่ง วิธีการค้นหาหุ้นในแบบต่างๆ

วิธีการเลือกหาหุ้นที่จะลงทุน ก็มีอยู่หลายแนวทาง แต่ที่ผมใช้บริการอยู่เป็นประจำจะมีอยู่สองแนวทางคือ
1.การหาหุ้นจากบนลงล่าง
2.การหาหุ้นจากล่างขึ้นบน

1. การหาหุ้นจากบนลงล่าง

• เป็นการมองจากภาพใหญ่ๆ แล้ววิเคราะห์ว่าเมื่อมีเหตุนี้เกิดขึ้น จะเกิดผลตามมาอย่างไรบ้าง โดยผมจะมองเป็นสามทิศทางดังนี้

A มองจากสภาพพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไป
• สิ่งนี้จะไปส่งผลทำให้เกิดเทรนและเมกะเทรนในอนาคต เช่น ขณะนี้ช่วงประชากรที่ได้เกิดในประเทศไทยส่วนมากกำลังเคลื่อนไปสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งนี้ได้บ่งบอกถึงพฤติกรรมของคนไทยไปอีก 10-2 0ปีข้างหน้าว่า

1.คนกลุ่มนี้จะมีการใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพมากกว่าเดิม
2.คนกลุ่มนี้ต้องการหาสิ่งที่ตอบสนองความสุขในวัยเกษียณ เป็นต้น หรือ ในเรื่องการติดต่อสื่อสารในยุคอนาคตที่นิวมีเดียกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น จะไปส่งผลถึง
1.ความต้องการในเรื่องฮาร์ดแวร์ที่ตอบสนองความต้องการในเรื่องนี้ (โอกาสของผู้ผลิตและขาย)
2.ส่งผลถึงเรื่องความต้องการความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร (โอกาสของผู้ให้บริการ wire&wireless)
3.ส่งผลไปยังแทรฟฟิกทางด้านสายตา (eyeball)มากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสื่อที่ต้องปรับตัว(โอกาสของผู้บริการโฆษณา)เป็นต้น โดยปรกติ การค้นหาหุ้นในเชิงพฤติกรรมของผมนี้ เป้าหมายของผมคือหา หุ้นเติบโต ครับ

“วิธีนี้ต้องอาศัยการฝึกมองภาพใหญ่ๆของเศรษฐกิจว่า ในช่วงอนาคต1ปี 3ปี 5ปี ข้างหน้านี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่จะกลายเป็นเทรน หรือเมกะเทรนในอนาคต เพื่อที่ มองหาอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะเติบโตสูงในอนาคต การฝึกมองบ่อยๆครั้งจะทำให้เราคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรมคนได้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ”

B มองจากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

• ด้วยธรรมชาติของธุรกิจมักจะมีสินค้าทดแทนหมุนเวียนเกิดๆดับๆเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การค้นหามุมมองหุ้นในประเภทนี้ อาจจะหาได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ ที่มักจะกล่าวถึง ธุรกิจใดฟุบ ธุรกิจใดฟื้น ในช่วงที่ผ่านมาและที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจจะได้เห็นข่าวที่ผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์ว่าแนวโน้มธุรกิจจะเป็นอย่างไร หรืออาจจะรู้จาก opportunity day หรือ 56-1 ก็เป็นได้ ข้อสังเกตในเรื่องการฟื้นของอุตสาหกรรมทั้งกลุ่มคือ ผู้บริหารแต่ละบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันจะพูดไปในทิศทางบวกคล้ายๆกัน เป้าหมายผมที่มองการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมนี้เพื่อค้นหา หุ้นฟื้นตัว และ หุ้นวัฎจักร ครับ

ข้อสังเกตเพิ่มเติม
– เราต้องมองหาอุตสาหกรรมใดที่ตกต่ำมานานหลายปี เมื่อพูดถึงหุ้นกลุ่มนี้ มักจะมีเสียงบ่น..ตามมา แต่มีสัญญาณที่จะฟื้นตัวจากการถดถอยในช่วงที่ผ่านมา เพื่อที่จะมองหาหุ้นกลุ่มฟื้นตัว
– มองภาพใหญ่ๆ ค้นหาธุรกิจโภคภัณฑ์ในแต่ละประเภท ที่ตกต่ำมายาวนาน มองหาตัวจุดประกาย หรือ ตัวเร่งปฎิกิริยาที่จะดึงบริษัทกลุ่มนี้ขึ้นมาจากหลุม และจงมองหาหาบริษัทที่เตรียมพร้อมในโอกาสที่จะมาถึง

C มองสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มไปในทิศทางใด

• ผมมองภาพใหญ่ๆนี้ จะเป็นการประเมินภาพเศรษฐกิจอย่างคร่าวๆเพื่อความระแวดระวังในผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือน 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าหุ้นที่เราลงทุนอยู่นั้นค่อนข้างอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจ ผลกระทบที่ผมพิจารณาในเรื่องมีสองเรื่องคือ

1. เรื่องผลกระทบต่อ “ต้นทุน” บริษัท ที่เราจะลงทุน จะต้องดูในเรื่องต่างๆดังนี้
– ทิศทางของดอกเบี้ยเงินกู้/เงินฝาก(ดูทิศทางจากดอกเบี้ยอ้างอิง) โดยจะประเมินความเป็นไปได้ว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยปีนี้จะขึ้นหรือลงเท่าใด และจะกระทบกับต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทที่เราดูอยู่มากน้อยเพียงใด
– สภาวะค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า กำหนดพอคร่าวๆให้เห็นทิศทางของโอกาส/ผลกระทบ และนโยบายของบริษัท
– ต้นทุนของวัตถุดิบและต้นทุนการดำเนินงานว่ามีแนวโน้มจะไปในทิศทางใด มากน้อยเพียงใด โดยดูว่าบริษัทที่เราสนใจมีค่าใช้จ่ายส่วนใดเป็นส่วนใหญ่ และค่าใช้จ่ายส่วนนั้นมีแนวโน้นจะขึ้นหรือลงมากน้อยเพียงใด บริษัทจะมีการปรับตัวอย่างไร และคู่แข่งเป็นเช่นไร

• ปัจจัยทั้งสามในเรื่องผลกระทบต่อต้นทุน ผมมักจะมองล่วงหน้าสั้นๆประมาณ1ปี และถ้ามีความกังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษ ซึ่งคิดว่าน่าจะมีผลกระทบค่อนข้างมากต่องบการเงิน ผมมักจะนำคำถามนั้นเข้าไปถามผู้บริหารในวันประชุมผู้ถือหุ้น หรือ เมื่อมีโอกาสได้พบเจอครับ

2. เรื่องผลกระทบต่อ “เงินในกระเป๋าของลูกค้า” ถ้าบริษัทที่เราจะลงทุน ค่อนข้างอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจหรือดัชดีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศหรือปัจจัยบางเรื่องที่กระทบความรู้สึกลูกค้าโดยตรง หน้าที่เราก็ต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจและผลกระทบที่จะเกิดกับลูกค้าในปีนั้นๆประกอบ เช่นถ้ากลุ่มการท่องเที่ยว เราก็ต้องติดตามแนวโน้มกีฬาสีในประเทศ และสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปที่เป็นลูกค้าหลัก หรือถ้าเรื่อง บ้านเพื่อที่อยู่อาศัย เราก็ต้องติดตามสภาพเศรษฐกิจของบ้านเราเอง ส่วนถ้าเราลงทุนในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มลูกค้าของบริษัทคือ นักลงทุนต่างชาติที่มาเปิดโรงงานในไทย เราก็ต้องรู้คร่าวๆถึงการขยายตัวของลูกค้าและแนวโน้มการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก การมองภาพใหญ่ๆในเรื่องนี้ จะคล้ายๆกับการเดา แต่จะเป็นการคาดเดาด้วยฐานข้อมูลที่มี และผมไม่ได้ต้องการภาพที่คมชัด หรืออะไรที่ต้องชัดเจน ผมเพียงต้องการรู้ตำแหน่งของบริษัทที่เราจะลงทุนอยู่ในตอนนี้ และทิศทางที่เขากำลังจะเป็นในอีก3เดือน 6เดือน หรือ1ปีข้างหน้าอย่างคร่าวๆ……

แต่ในบางกลุ่มธุรกิจที่มีธรรมชาติของเขาเองค่อนข้างแข็งแกร่ง หรือตัวธุรกิจบางแห่งที่มีการกระจายสินค้า/บริการได้อย่างเหมาะสมแล้ว ผลกระทบเรื่องดังกล่าวต่อตัวุรกิจ อาจจะไม่มีนัยยะสำคัญสักเท่าไหร่

• พอเราได้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราคิดว่าใช่แล้ว เราจึงมาค้นหาบริษัทที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากอุตสาหกรรมที่เราคัดเลือกมา โดยถามคำถามห้าข้อดังต่อไปนี้

1. ดูว่าเขาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆหรือไม่
2. ดูข้อจำกัดของเขาว่าเขาพร้อมที่จะเติบโตไปกับกลุ่มอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด
3. พิจารณาว่า ผู้บริหารมีความขยัน(มีไฟ)พร้อมที่จะเหนื่อยหรือไม่
4. พิจารณาว่า ผู้บริหารมีความรอบรู้ เตรียมพร้อมที่จะพาองค์กรบินขึ้นฟ้าในครั้งนี้หรือไม่
5. พิจารณาว่า ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์ หรือ ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ผ่านทางมูลค่าหุ้นในตลาดหรือเปล่า

2. การหาหุ้นจากล่างขึ้นบน

• เป็นการมองจากภาพหรือจิ๊กซอว์เล็กๆที่เราพบเจอว่าน่าสนใจ ให้ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำการศึกษาต่อในภาพรวมว่าหุ้นตัวนี้น่าสนใจเพียงใด โดยจิ๊กซอว์ที่ผมใช้จะเป็นจิ๊กซอว์ง่ายๆที่มีคนสรุปมาให้เราดูอยู่แล้วเช่น PE, PBV, ROE, YIELD, รูปแบบหรือความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจ, การเปรียบเทียบราคาหุ้นที่แพ้ตลาดในช่วง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี, การหาข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์, ข่าวสารทางบริษัท, การดูอารมณ์ของนายตลาด, ลงตลาดสังเกตการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่, ผู้บริหารส่งสัญญาณ, งานวิจัยของโบรกต่างๆ, เครือข่ายกัลยาณมิตร, ศูนย์รวมแหล่งข่าวชั้นยอด

“P/E” (Price/Earnings)

• ผมมีความลังเลอยู่พอสมควรว่าในบทนี้จะกล่าวถึงแค่เรื่องการมองหาหุ้นในมุมมองPE หรือควรมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดในคำว่า PE ควบคู่ไปด้วยเลย สุดท้ายก็ได้บทสรุปว่า พี่พีนี้ช่างมีขอบข่ายที่กว้างใหญ่นัก การที่จะนำมากล่าวในบทนี้นั้น อาจจะทำให้พี่พีน้อยใจก็เป็นได้ บทนี้จึงขอเกริ่นคร่าวๆว่าพี่เขาคืออะไร ทำไมจึงนำมาหาหุ้นได้พอสังเขป ส่วนรายละเอียดในเรื่องต่างๆที่เหลือเช่น

– หุ้นแต่ละตัวทำไมจึงประเมินPEไม่เท่ากัน
– PEเหมาะสมในแต่ละตัวดูจากอะไร
– หุ้นกลุ่มไหนPEเป็นพิษ
– PEที่ดี และPEไม่ดี เป็นอย่างไร

• จะนำไปกล่าวในบทพี่พี(PE)กันอีกครั้งหนึ่ง

• การหาหุ้นในวิธีนี้ ช่างจะง่ายดายแบบกำปั้นทุบดิน เพราะด้วยเหตุผลที่เรารู้ๆอยู่แล้วว่าคำว่า PE เป็นตัวย่อที่แปลว่า ราคาหุ้นต่อกำไร(ของบริษัท) เช่นราคาหุ้นA=2บาทต่อหุ้น บริษัทมีกำไรต่อหุ้น(EPS)0.4บาท หมายความว่าหุ้นAมีPE 2/0.4คือ 5เท่า ส่วนบางคนก็อาจจะเอาค่ามาร์เก็ตแคป(เป็นค่าที่มาจากเอาราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นทั้งหมดจึงมีความหมายเดียวกันว่าเราสามารถซื้อทั้งบริษัทได้ในราคานั้น)มาคำนวณเลยก็ได้ ค่านี้จะมีแสดงใน www.settrade.com โดยเอามาร์เก็ตแคปตั้งหารด้วยกำไรสุทธิของบริษัท เช่นบริษัทAมีมาร์เก็ตแคป 5000ล้าน มีกำไรสุทธิ1000ล้าน เท่ากับ5000/1000=5เท่า

• ความง่ายของกำปั้นทุบดินคือมันง่ายจริงๆ เพียงแต่ท่านซื้อหนังสือพิมพ์หุ้นมาสักฉบับ ดู PE ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ คัดเลือกหุ้นที่มี PE ต่ำสุดมาสัก 30 อันดับ แล้วนำมาคัดกรองหาเพชรในก้อนกรวดต่อไป จุดแข็งในเรื่องง่ายๆนี้ก็คือ หุ้นที่เราเจอมีฐานPEที่ต่ำอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตกำไรเขาสามารถโตได้ต่อเนื่องและนายตลาดประเมิน PE ที่เหมาะสมเขาสูงขึ้น ราคาหุ้นก็เพิ่มเป็นสองต่อจากกำไรที่เพิ่มขึ้นและPEนายตลาดประเมินให้สูงขึ้น อย่าไปคิดว่าวีธีนี้ง่ายเกินไป เล่นหุ้นหมูขนาดนี้ ก็รวยกันไปหมดแล้ว……ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมวิธีการง่ายๆเช่นนี้ จึงยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่เสมอๆ ผมรู้แต่เพียงว่าถ้าผมเริ่มตื้อในการค้นหาหุ้นเมื่อไหร่ผมจะลองหันมาใช้วิธีนี้ และมักจะเจออะไรๆที่เซอร์ไพร์สเสมอๆครับ

“P/BV” (Price/Book value)

• P/BV หรือ ราคาหุ้นต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชี BVคือส่วนของผู้ถือหุ้นหรือคือมูลค่าหุ้นตามการบัญทึกบัญชี แต่ในบทนี้เรายังจะไม่พูดถึงรายละเอียดของBVจนเกินไปเช่นเดียวกับPEนะครับ เราค่อยไปพูดคุยทำความรู้จักBVกันอีกครั้งหนึ่ง

• การคัดเลือกหุ้นแบบsimple simple โดยP/BV ถ้าเราแปลตามตัวอักษร จะเห็นว่าถ้าเรายิ่งสามารถซื้อหุ้นในราคาP/BVที่ต่ำเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น วิธีการคัดหุ้นวิธีนี้ก็เพียงง่ายๆเหมือนเดิมเพียงแต่ท่านไปซื้อหนังสือพิมพ์หุ้น ทำการไล่เรียงและคัดเลือกหุ้นที่มีP/BVต่ำสุด(บางตัวท่านอาจจะเห็นเพียง0.2 ซึ่งหมายความว่าท่านซื้อของ1บาทในราคายี่สิบสตางค์)แล้วนำมาคัดกรองหาหุ้นที่มีโอกาสดีๆในอนาคตต่อไป หุ้นดีที่ผมมักจะเจอในการคัดเลือกวิธีนี้คือ หุ้นกลุ่มเทริ์นอะราวด์,หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมากและหุ้นกลุ่มวัฎจักรครับ

• แต่ช้าก่อนหุ้นที่P/BVต่ำๆถึงแม้จะเป็นจุดแข็ง แต่ในจุดแข็งก็มีจุดอ่อนที่แฝงอยู่เช่นกัน ผมขอฝากแนวคิดสองเรื่องที่เกี่ยวกับP/BVในโลกของตลาดทุนไว้ประกอบการพิจารณาไว้ดังนี้
– นายตลาดจะมองกำไรมากกว่าราคาบุ๊คแวลู หมายความง่ายๆคือมองEมากกว่าBV ถ้าหุ้นที่เราเจอกำไรไม่กระเตื้อง กำไรสลับขาดทุน นายตลาดให้P/BVที่ถูก ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความถูกของธุรกิจประเภทนี้
-P/BV ที่บ่งบอกว่าหุ้นมีความถูกแพงตามบัญชีเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป แต่นั่นไม่ได้บ่งบอกว่าบริษัทนั้นๆประกอบกิจการมีกำไรหรือขาดทุน เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าท่านไปเจอหุ้นที่มีP/BV=0.01แล้วจะไม่มีโอกาสขาดทุนนะครับ

“ROE”(Return On Equity)

• ROE คือ ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือแปลแบบบ้านๆ ค่านี้คือค่าที่บอกผลตอบแทนของเงินลงทุนของเรานั่นเอง ค่านี้หาได้จากการเอากำไรสุทธิตั้งหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เช่นบริษัทAมีกำไร200ล้าน มีส่วนทุนต้นปีอยู่ที่900ล้าน มีส่วนทุนปลายปีอยู่ที่1100ล้าน(เฉลี่ยส่วนทุนเท่ากับ1000ล้าน)=200/1000คิดเป็นเปอร์เซนต์=20เปอร์เซนต์ เป็นต้น และถ้าเรามีทางให้เลือกเช่น ถ้าบริษัทAมีROEอยู่ที่20เปอร์เซนต์ บริษัทBมีROEอยู่10เปอร์เซนต์ สมมุติว่าปัจจัยอื่นๆเหมือนกันทุกอย่าง เราต้องเลือกบริษัทAเข้าพอร์ต เพราะมีค่าROEที่สูงกว่านั่นเอง

• วิธีที่สามในการหาหุ้นเพื่อไปคัดกรองต่อคือการเลือกบริษัทที่มีROEสูงที่สุดในตลาด โดยดูค่าROEได้จากไฟล์พี่ครรชิต ไพศาล ใน www.thaivi.org มาเรียงลำดับแล้วเลือกนำมาวิเคราะห์กิจการในด้านอื่นต่อไป

• ข้อควรระวังในการกรองหุ้นที่มีROEสูงมีดังต่อไปนี้
1. ผลตอบแทนที่บ่งบอกของบริษัท ไม่ได้บ่งบอกถึงที่มาของกำไร เราควรปรับกำไรที่ไม่ปรกติ(คือกำไร/ขาดทุน พิเศษที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว)ออกจากงบการเงินเสียก่อน
2. ไม่ควรใช้ค่าROEในกลุ่มธุรกิจที่รายได้/กำไร ไม่สม่ำเสมอ และรวมไปถึงหุ้นในกลุ่มวัฎจักร หรือถ้าอยากจะใช้จริงๆ ก็ควรเป็นค่าเฉลี่ยในระยะยาว ตั้งแต่ช่วงที่ตกต่ำจนถึงช่วงที่บูมสุดๆ
3. ค่าROEบ่งบอกถึงผลตอบแทนที่เราได้ แต่ไม่ได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำกำไรของบริษัท บริษัทสามารถเพิ่มROEได้จากการกู้เงินมาลงทุนในสัดส่วนที่สูง(เพราะใช้เงินลงทุนมาจากการกู้) บริษัทที่มีการกู้มาลงทุนจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทที่ไม่ได้กู้มาลงทุน เราในฐานะนักลงทุนจึงควรมองค่าROA(Return On Asset)ประกอบด้วยอีกทางหนึ่ง
4. เมื่อได้ค่าROEในปีนั้นๆแล้วไม่ควรจะปักใจเชื่อ เราควรดูค่าROEย้อนหลังหลายๆปี ถ้าเราเจอธุรกิจที่มีROEทรงตัวในระดับสูงๆ(เกิน20เปอร์เซนต์)อย่างต่อเนื่องบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรที่มีขอบข่ายคูเมืองระดับหนึ่งทีเดียว

“YIELD”(เงินปันผล)

• วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆอีกวิธีที่ดูได้ทางหนังสือพิมพ์ ในช่องของเงินปันผลที่โชว์เป็นเปอร์เซนต์ ให้ทำการคัดเลือกบริษัทที่จ่ายปันผลเกิน10เปอร์เซนต์ในปีที่ผ่านมา และทำการศึกษาว่าในอดีตบริษัทนี้มีการปันผลเฉลี่ยให้ผู้ถือหุ้นกี่เปอร์เซนต์ของกำไรสุทธิ แล้วนำหุ้นที่ได้มาประเมินกำไรในปีปัจจุบันว่าเขาน่าจะมีกำไรที่เท่าไหร่ และจะปันผลที่เท่าไหร่

• ประสบการณ์ที่ผมเจอแทบทุกปีคือ ยังมีหุ้นที่ตัวเล็กๆ กำไรสม่ำเสมอ ปันผลเกือบๆ10เปอร์เซนต์ให้เห็นอยู่ เพียงแต่หุ้นประเภทนี้ส่วนมากจะเป็นหุ้นโตช้า จึงไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับคนที่หวังผลตอบแทนที่สูงเกิน15เปอร์เซนต์ครับ

 “รูปแบบหรือความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจ”

• การมองในส่วนนี้จะเป็นการมองรูปแบบของธุรกิจว่าเขามีลักษณะพิเศษที่จะมีขอบข่ายคูเมืองป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาในธุรกิจได้อย่างไร ตัวอย่างธุรกิจประเภทนี้เช่น
– การปรับปรุงระบบการบดของโรงปูนและเหมือง=LVT
– ธุรกิจรับซื้อเช็คในเครือเดียวกันเอง=DM
– ธุรกิจผลิตหัวสว่านปลายเพชร=HTECH
– ธุรกิจทำสื่อช่องทีวีดาวเทียม=NBC
– ธุรกิจปิดป้องความเสี่ยงโดยการทำข้อตกลงร่วมพลังงานทดแทน=UAC
– ธุรกิจผลิตเลนซ์สายตา=TOG เป็นต้น

• การหาหุ้นในช่องทางนี้ ต้องทำการศึกษาอ่าน56-1 ใน www.set.or.th
• ส่วนมากธุรกิจกลุ่มนี้จะเป็น niche market หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง ไม่ใช่ผลิตเพื่อตอบสนองคนหมู่มาก จึงมักจะเจอหุ้นประเภทนี้ส่วนมากในตลาด MAI การยกตัวอย่างหุ้นดังกล่าวของผม ไม่ได้ต้องการสื่อว่าบริษัทดังกล่าวดีหรือไม่ดี แต่ต้องการสื่อว่า เราควรหมั่นสังเกตดูรูปแบบของธุรกิจประเภทต่างๆ เพื่อศึกษารูปแบบธุรกิจที่มีขอบข่ายคูเมืองในประเภทต่างๆครับ

การเปรียบเทียบราคาหุ้นที่แพ้ตลาดในช่วง3เดือน 6เดือน 1ปี
วิธีนี้ง่ายๆเพียงเปิดหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันจันทร์ ทำการคัดลอกรายชื่อหุ้นที่ราคาหุ้นขึ้นน้อยกว่าตลาดในช่วงระยะเวลา3เดือน 6เดือน 1ปี ที่มากที่สุด20-30อันดับออกมา เพื่อทำการพิจารณาพื้นฐานในวิธีอื่นต่อไป การหาหุ้นในแนวทางนี้ เราอาจจะเจอหุ้นที่ถูกตอบสนองภาพที่เลวร้ายเกินเหตุด้วยอารมณ์นักลงทุนระยะสั้น หน้าที่เราคือให้มองข้ามผ่านสิ่งที่เลวร้ายชั่วคราวนี้ไป และประเมินมูลค่าของกิจการในระยะยาวออกมาเพื่อทำการเปรียบเทียบกับราคาในตลาด ถ้าจะกล่าวถึงวิธีนี้น่าจะไปใกล้เคียงกับคำหนึ่งที่วอเรนมักจะกล่าวอยู่เสมอคือ “จงลงทุนสวนกระแสอย่างคัดสรร”นั่นเอง

การข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
สื่อที่เราอ่านผ่านในแต่ละวัน จะมีทั้ง ข่าวดี ข่าวไม่ดี ข้อคิดเห็น คำเตือน ของผู้บริหารในบริษัทต่างๆ หน้าที่เราคือ จับประเด็นที่ผู้บริหารให้ข่าวมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ด้วยเหตุและผล มีหุ้นหลายๆตัวผมได้จุดประกายจากข่าวประเภทนี้ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจ แต่ก็มีอีกหลายตัวที่ผมเห็นผู้บริหารทำไม่ได้อย่างที่ตนเองเคยกล่าวไว้ หน้าที่เราคือเมื่อฟังแล้วต้องนำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ และ ค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าสงสัยในรายละเอียดของข่าวว่าผู้บริหารให้ข่าวนั้นจริงหรือเปล่า ก็ให้โทรไปสอบถามIRของบริษัทนั้นๆอีกครั้งหนึ่งครับ

ข่าวสารทางบริษัท
ข่าวสารที่ผมคิดว่านักลงทุนจะต้องติดตามคือ
1. รายงาน56-1ของทางบริษัท ซึ่งดูได้จากเวป www.set.or.th
2. รายงานประจำปีของทางบริษัท ซึ่งส่วนมากจะหาได้จากในเวปไซด์ของทางบริษัท
3. งานopportunity day ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์จัดเป็นประจำทุกไตรมาส

การดูอารมณ์ของนายตลาด
อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่า อารมณ์ของนักลงทุนในบางครั้งรุนแรงจนกระทั่งทำให้การซื้อขายไม่มีเหตุผล หน้าที่เราคือมองหาหุ้นที่นักลงทุนเบื่อหน่าย หรือเบือนหน้าหนีเวลามีคนพูดถึง เมื่อหุ้นตัวไหนหรือกิจการบริษัทใดไม่มีคนสนใจ ที่ผ่านมีแต่ข่าวร้ายเราต้องยิ่งสนใจ เราควรสนใจพื้นฐานอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า ประเมินมูลค่าของเขาโดยมองข้ามสิ่งที่เลวร้ายในช่วงนี้ ตามติด ดมกลิ่น หาจุดที่เหมาะสมที่จะเข้าไปลงทุน การซื้อลงทุนหุ้นประเภทนี้ส่วนมากความคาดหวังต่ำ ทำให้โอกาสขาดทุนมีค่อนข้างต่ำ จะมีก็แต่ความเสียโอกาสที่จะไปลงทุนในกิจการแห่งอื่นเท่านั้นเอง

ลงตลาดสังเกตการเปลี่ยนแปลง
การหมั่นฝึกมองเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด และการหมั่นฝึกมองอะไรก็ให้โยงไปที่การลงทุน จะทำให้เราพบการเปลี่ยนแปลงของบริษัทต่างๆจากการสังเกตจากสิ่งรอบตัวได้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยฝึกสังเกต และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงนั้นถ้าเกิดที่ปลายทางคือผู้บริโภค นั่นคือ เราสามารถค้นพบการเปลี่ยนแปลงและมีเวลาทำการบ้านในหุ้นตัวนี้ก่อนนักลงทุนท่านอื่นถึง3เดือนก่อนที่งบการเงินจะบ่งบอกในไตรมาสถัดไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
ถ้าเราพบข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่มีโอกาสพลิกโฉมหน้าของบริษัทนั้นๆ หน้าที่เราคือต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงนั้นๆว่ามีผลต่อบริษัทอย่างไรบ้าง ข่าวประเภทที่ต้องสนใจเช่น
– การเปลี่ยนแปลงCEO
– การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารยกชุด
– การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่(อันดับต้นๆ)
– การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโมเดลธุรกิจเดิมไปสู่โมเดลใหม่
– การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการซื้อกิจการอื่นเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม
– การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากรูปแบบการบันทึกบัญชีที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

ผู้บริหารส่งสัญญาณ
สัญญาณที่ผมค่อนข้างจะสนใจเป็นพิเศษมีอยู่สองเรื่องดังนี้
1. สัญญาณการซื้อขายของผู้บริหารในปริมาณที่มากหรือหลายๆท่านมีการซื้อขายไปในทิศทางเดียวกัน
2. สัญญาณที่ผู้บริหารหลายคนออกมาให้ข่าวกับทางสาธารณะบ่อยครั้งและไปในทิศทางเดียวกัน
• เมื่อผมเห็นสัญญาณเหล่านี้ ผมจะนำไปสืบค้นหาเหตุผลที่ผู้บริหารซื้อ/ขายและหาข้อเท็จจริงในข่าวที่ผู้บริหารส่งสัญญาณให้นักลงทุนได้รับรู้
งานวิจัยของโบรกต่างๆ
งานวิจัยและบทความของโบรกต่างๆนั้น บางครั้งเป็นตัวจุดประกายให้เราต้องหันไปมองตัวธุรกิจนั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลายๆบริษัทมีการนัดพบปะกับโบรกเกอร์อย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาสเพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ข้อมูลข่าวสารจึงค่อนข้างอัพเดทกว่านักลงทุนบ้านนอกเช่นผม สำหรับผมเมื่อดูงานวิจัยเหล่านี้ ผมจะเก็บเอาข้อมูลพื้นฐานที่โบรกได้นำเสนอมานั้น มาวิเคราะห์และติดตาม ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่ แต่มูลค่าของกิจการนั้น ผมจะคำนวณของผมเองตามข้อมูลที่ได้มา
เครือข่ายกัลยาณมิตร
หุ้น500ตัวเราคงไม่สามารถไปรู้ลึกได้ทุกตัว วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถพบเจอหุ้นได้มากขึ้นและทำความรู้จักหุ้นตัวนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ การที่เรามีเพื่อนลงทุนที่ดี(แต่ต้องย้ำว่าเพื่อนที่ดี) เพื่อนลงทุนจะช่วยกันค้นหาหุ้น ทำให้หูตาเรากว้างขวางมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาผมประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะ ผมมีเพื่อนและอาจารย์ที่ดีครับ

ศูนย์รวมแหล่งข่าวชั้นยอด
การที่เรามีแหล่งรวมข่าวอยู่ที่เดียวกัน มีข้อมูลย้อนหลังให้เราได้ติดตาม มีนักลงทุนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบริษัทนั้นๆ และถ้าเราสงสัยในเรื่องใด ถามไปก็มีผู้รู้มาตอบคำถาม ที่กล่าวมานั้นคืออยู่ในเวป www.thaivi.org ในส่วนร้อยคนร้อยหุ้น หรือ ห้องกระทิงคุณค่าของคุณ IH เป็นต้น ซึ่งผมคิดว่ามันคือทางลัดที่ดีที่ไว้หาข้อมูลหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเลยนะครับ

แชร์ต่อเลยบนShare on Facebook
Facebook
Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on Google+
Google+
Email this to someone
email
SET Insight

SET Insight

เว็บไซต์ ออกแบบขึ้นมาเพื่อช่วยให้ติดตามการเคลื่อนไหว การเข้า-ออกของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างครบถ้วน รวดเร็ว ไว้ในเว็บเดียว ที่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างแท้จริงเพราะเราเชื่อว่า

"Actions speak louder than words"

คุณรู้ไหมว่า…

คุณก็มีโอกาสทำกำไรอย่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย

SET Insight Logo